
การนอนของทารกแรกเกิดมีส่วนสําคัญในการพัฒนาการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง ดังนั้นการดูแลให้ลูกน้อยได้นอนหลับ สนิทเป็นสิ่งสําคัญที่ควรได้รับการเอาใจใส่
โดยธรรมชาติของลูกน้อยแรกเกิดจะนอนวันละประมาณ 20 ชั่วโมง และทุกๆ 2 – 3 ชั่วโมงก็จะตื่นขึ้นมา เพื่อกินนม จนกระทั่งย่างเข้าเดือนที่ 4 ลูกน้อยจึงจะนอนหลับได้ยาวนานขึ้น โดยอาจนอนหลับติดต่อกัน ตั้งแต่ 4 – 6 ชั่วโมงในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเวลาที่เหมาะสมที่จะพาลูกน้อยเข้านอนตอนกลางคืนคือ ช่วงเวลา ประมาณหนึ่งทุ่มครึ่งจนถึงสองทุ่ม แต่หากเวลาเลยจากนี้ไป ลูกน้อยอาจรู้สึกเหนื่อยเพลีย และเริ่มแสดงอาการ ร้องไห้งอแงได้ จนกระทั่งเมื่อลูกน้อยมีอายุได้ประมาณ 6 เดือน ก็จะสามารถนอนติดต่อกันได้นาน ระหว่างวันคุณแม่ควรให้ลูกได้นอนทั้งในช่วงสายและบ่าย
ทั้งนี้เพื่อให้ลูกน้อยได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ และ ตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์ที่สดใสร่าเริง แต่ถ้าหากลูกน้อยนอนหลับไม่สนิท ก็อาจจะหงุดหงิด ตื่นมางอแง ซึ่งจะ ส่งผลต่อพัฒนาการที่สมวัยของลูกน้อยด้วย เมื่ออายุครบหนึ่งปี ลูกน้อยจะต้องการการนอนหลับเพียงประมาณ วันละประมาณ 11 ชั่วโมง โดยการนอนกลางวันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการให้ ลูกน้อยได้รับการพักผ่อนจากการเหนื่อยล้ามาตลอดเช้า คือช่วงเวลาหลังอาหารกลางวัน
หายใจอย่างนี้ผิดปกติหรือเปล่า
คุณแม่มือใหม่อาจมีคําถามว่าทําไมบางครั้งลูกน้อยก็จะหายใจลึกและแรงแต่จู่ๆก็หายใจช้าลง จริงๆ แล้ว อาการอย่างนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติของทารกแรกเกิด และลูกน้อยจะค่อยๆ ปรับการหายใจให้คงที่มากขึ้นใน ภายหลัง แต่ถ้าคุณแม่ยังไม่หายกังวลก็อาจจะลองตรวจสอบการหายใจของลูกน้อยขณะที่นอนหลับได้ ดังนี้
- ฟังเสียง เมื่อคุณแม่รู้สึกว่าลูกน้อยหายใจผิดปกติ วิธีที่ดีที่สุดคือ การโน้มตัวลงไปใกล้ๆ กับปาก เพื่อฟังเสียงลมหายใจและจมูก
- เฝ้าดู ให้สายตาของคุณอยู่ในระดับเดียวกันกับหน้าอกลูก แล้วมองดูว่าหน้าอกของเจ้าตัวเล็กมีการ ขยับขึ้นลงหรือไม่
- สัมผัส ใช้นิ้วมือวางไว้ใกล้ๆ กับปากและจมูกของลูกน้อยเพื่อสัมผัสถึงลมหายใจแผ่วๆ ของลูกน้อย
นอนหงาย หรือนอนคว่ําดีกว่ากัน
ถ้าเป็นสมัยก่อนจะนิยมให้ลูกน้อยนอนคว่ํา เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ว่ากันว่าจะทําให้ลูกหัวทุยสวยงาม แต่ปัจจุบันนี้ หลังจากผลงานวิจัยหลายชิ้นจากต่างประเทศบ่งชี้ว่า การนอนคว่ําเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทําให้ลูกน้อย เกิดภาวะไหลตายได้ง่ายขึ้นเป็น 2 เท่า การนอนหงายจึงถือว่าเป็นท่านอนที่ถูกต้องสําหรับทารก
เจ้าตัวเล็กกับการนอน
- ในสัปดาห์แรก ควรนอนได้ประมาณ 16 ชม. 30 นาที
- อายุ 1 เดือน ควรนอนได้ประมาณ 15 ชม. 30 นาที
- อายุ 3 เดือน ควรนอนได้ประมาณ 15 ชม.
- อายุ 6 เดือน ควรนอนได้ประมาณ 14 ชม. 15 นาที
- อายุ 9 เดือน ควรนอนได้ประมาณ 14 ชม.
- อายุ 1 ปี ควรนอนได้ประมาณ 13 ชม. 45 นาที

การสื่อสารกับการร้องไห้ของเจ้าตัวเล็ก
เป็นวิธีเดียวที่ลูกจะสื่อสารกับแม่เพื่อที่จะบอกว่าเขาต้องการอะไร เช่น หนูหิว หนูเปียก หรือหนูต้องการ ให้แม่อุ้ม เพื่อให้หนูอบอุ่นสบายใจหรือได้รับการปกป้อง คุณควรสังเกตว่าถ้าตอบสนองถูกต้องลูกจะหยุดร้อง ไม่ควรปล่อยให้ลูกร้องไห้จนเหนื่อยและหยุดร้องไห้ไปเอง คุณแม่และคุณพ่อลองพยายามหาท่าอุ้ม ท่าป้อนนม หรือท่ากล่อมลูกที่ช่วยทําให้ลูกสงบได้
คุณพ่อควรมีบทบาทสําคัญในการช่วยดูแลลูก พ่อแม่จะมีวิธีการตอบสนองหรือเล่นกับลูกแตกต่างกัน การที่คุณพ่อช่วยดูแลลูกนั้นเป็นการสร้าง “สายใยแห่งรัก” ของครอบครัวให้แน่นแฟ้นขึ้น ไม่มีอะไรจะมีค่า มากกว่าความรักและความเอาใจใส่ที่พ่อและแม่มีให้ลูกในช่วงนี้
เสียงนี้ของลูกบอกอะไร
การไม่สนใจลูกน้อย โดยการไม่ตอบสนองต่อเสียงร้องจะทําให้เด็กลูกน้อยวัยทารกยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีก ผลที่ตามมาก็คือ เมื่อลูกโตขึ้นก็มีโอกาสจะกลายเป็นเด็กที่เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ช้า เพราะว่าความพยายามในการสื่อสารของเขาเมื่อเป็นทารกถูกละเลยนั่นเอง
เสียงแหลมร้องคร่ําครวญ – หนูกําลังเจ็บ
ลูกน้อยจะส่งเสียงร้องคร่ําครวญ โดยจะแผดเสียงดังเป็นช่วงสั้นๆ แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเข้ามาอุ้มหรือ ปลอบประโลมอย่างไร ลูกก็จะไม่ยอมหยุดร้องหากอาการเจ็บไม่ได้รับการรักษาให้ทุเลาลง
เสียงร้องที่ไม่ดังนัก – หนูกําลังหิว
ลูกน้อยจะส่งเสียงร้องในระดับเสียงที่ไม่ดังนัก ยิ่งถ้าสังเกตเห็นลูกน้อยหันหน้าซ้าย ขวา อ้าปากหานมแม่ หรือขวดนม มั่นใจได้เลยว่าลูกน้อยก่าลังหิวแล้ว
เสียงร้องแผ่วเบา – หนูรู้สึกเหนื่อย
เสียงที่ดังเกินไป หรือแค่เสียงคุยจอแจหรือโดนอุ้มมากเกินไปอาจทําให้ลูกน้อยเหนื่อยล้าจนร้องไห้ด้วย เสียงแผ่วเบาๆ จนเหมือนจะคราง แล้วจะค่อยๆดังขึ้นอีกครั้งเพราะความเครียด วิธีที่ดีคือให้คุณแม่เข้าไป ปลอบลูกน้อยให้นอนหลับหรือได้พักผ่อนด้วยการพาไปมุมสงบ ภายในไม่กี่นาทีเสียงจะค่อยๆ แผ่วลงจน กลายเป็นเสียงสะอื้นและหยุดร้องได้ในที่สุด
เสียงร้องคร่ําครวญ-หนูรู้สึกไม่สบายตัว
อาการไม่สบายตัวที่เกิดขึ้นจนทําให้ลูกน้อยส่งเสียงร้อง เสียงนี้จะคล้ายกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ดังกล่าวข้างต้น ส่วนใหญ่ถ้าได้ยินเสียงนี้ให้สันนิษฐานได้ว่าลูกน้อยอาจเกิดอาการไม่สบายตัว ซึ่งอาจเป็นเรื่อง มีลมในกระเพาะอาหารหรือนอนผิดท่า คุณแม่อาจลองปลอบด้วยการอุ้มลูกขึ้นมาสักพัก ลูกก็จะค่อยเงียบ สงบได้ในที่สุด
อาการผิดปกติของลูกที่ควรปรึกษาแพทย์
เมื่อลูกมีอาการไม่สบาย ร้องงอแงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน คุณพ่อคุณแม่จะต้องสังเกตลูกอย่างระมัดระวัง ดังนั้นหากลูกมีอาการต่อไปนี้ ขอให้ปรึกษาแพทย์ทันที
- อาการไข้ หากมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส เช็ดตัวแล้วไข้ไม่ลดลง ต้องรีบพาไปหาแพทย์ เพราะหาก ปล่อยไว้ลูกอาจชักได้
- เป็นหวัด คัดจมูก และมีน้ํามูกใสๆออกมา ไอ หรือจามร่วมด้วย
- ผิวหนังเป็นผื่นแดง หรือเป็นตุ่มนูน ขอบแดง และคัน ซึ่งควรหายไปในไม่กี่ชั่วโมง
- ลูกร้องเสียงแหลมมาก อาจมีอาเจียนพุ่ง ถ้าคุณแม่คลําที่กระหม่อมหน้าแล้วรู้สึกว่าโป่งนูนขึ้นมา ต้องรีบพามาพบแพทย์ทันที
- อาการตัวเหลือง ร่วมกับอาการอื่น เช่น ซึม ไม่ดูดนม ซีด ท้องอืด ตัวเย็น หรือไข้สูง สะดือมีกลิ่นเหม็น มีเลือดออก มีหนองบริเวณสะดือ สะดือบวมแดง
- ลูกซึมไม่ดูดนม ต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
- อาเจียน หากลูกดูดนมไปเป็นจํานวนมากอาจทําให้แหวะนมได้ ควรจับเรอ แต่ถ้าอาเจียนพุ่งออกมา ทุกครั้งหลังกินนมต้องรีบพาไปพบแพทย์
- หน้าเป็นฝ้าขาว อาจเกิดจากคราบน้ํานม ใช้สําลีหรือผ้าสะอาดชุบน้ําต้มสุกเช็ดออก ถ้าเช็ดไม่ออก อาจเกิดจากเชื้อรา ควรมาพบแพทย์
- หูมีน้ําไหลออกมา ควรป้องกันน้ําเข้าหูโดยขณะสระผมลูกให้ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางพับใบหู เข้าข้างในให้แน่น
- อาการชักมักเกิดจากไข้สูง ควรระวังลูกส่าลัก ให้จับหน้าลูกเอียงข้างใดข้างหนึ่ง แล้วหาผ้านิ่มม้วน แน่นๆ สอดเข้ามุมปากเพื่อป้องกันการกัดลิ้น
- หากลูกเขียวขณะกินนม มีอาการเหนื่อยหอบ รอบปากเขียวคล้ํา ลูกอาจมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ
- ตาอักเสบ ลูกมีขี้ตามักเกิดจากท่อน้ําตาอยู่ตื้น ควรช่วยนวดหัวตาเบาๆ ข้างที่มีน้ําตา แต่ถ้ามีขี้ตาสีเหลืองหรือสีเขียวแสดงว่าตาอักเสบ ท้องเสีย ลูกจะถ่ายอุจจาระเหลว มีมูกปน (ต่างกับอุจจาระเหลว เพราะดูดนมแม่) หรือมีลักษณะ เป็นน้ํามาก ถ่ายบ่อยกว่าปกติ และหากท้องเสียมาก ลูกจะขาดน้ํา ให้คุณแม่ลองคลําที่กระหม่อม หน้าดู จะรู้สึกว่าบุ๋มลงไป ให้รีบพามาพบแพทย์
English
简体中文

BNH Annual Checkup Package ตรวจสุขภาพประจำปี ราคาพิเศษ โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช