วิตามินบี (Vitamin B) ทั้ง 8 ชนิด

วิตามินบี

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

วิตามินบีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำ วิตามินบีแต่ละชนิดที่สำคัญต่อร่างกายของเรามีอะไรบ้าง

1. วิตามินบี1 (thiamine)
2. วิตามินบี2 (riboflavin)
3. วิตามินบี3 (niacin)
4. วิตามินบี5 (pantothenic acid)
5. วิตามินบี6 (pyridoxine)
6. วิตามินบี7 (biotin)
7. วิตามินบี9 (folic acid)
8. วิตามินบี12 (cobalamin)

วิตามินบีทุกชนิดมีส่วนช่วยในการทำงานของร่างกายโดยรวมของเรา

1. วิตามินบี1 หรือ thiamine

บทบาทของวิตามินบี1

วิตามินบี 1 มีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตและการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน ตับจะเก็บสะสมวิตามินบี1 ไว้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ดังนั้นร่างกายของเราจำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีวิตามินบี1 ทุกวัน

ปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ร่างกายของเราควรได้รับปริมาณวิตามินบี1 ต่อวัน อยู่ที่ปริมาณ 1.5 มิลลิกรัม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการขาด

ประโยชน์ของวิตามินบี1

– ช่วยในการผลิตพลังงาน เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลร่วมกับวิตามินบี1 จะเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายนำไปใช้ วิตามินบี1 ช่วยเร่งให้กระบวนการนี้เร็วขึ้น และทำงานร่วมกับเอนไซม์อื่นๆ
– ลดผลกระทบของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้หากร่างกายมีระดับวิตามินบี1 ต่ำ เมื่อให้ร่วมกับวิตามินซี สามารถลดผลกระทบจากภาวะติดเชื้อ และยังสามารถลดความเสี่ยงของภาวะไตวายที่มักเกิดจากการติดเชื้อได้
– ช่วยต่อสู้กับภาวะซึมเศร้า การเสริมวิตามินบี1 ร่วมกับยาต้านซึมเศร้า ช่วยบรรเทาภาวะซึมเศร้าได้เร็วขึ้น ทำให้อารมณ์คงที่ การขาดวิตามินบี1 ยังเชื่อมโยงกับความรู้สึกหดหู่อีกด้วย
– ดีสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่าน้ำตาลในเลือดสูงและระดับอินซูลินดีขึ้นหลังจากกินวิตามินบี1 เป็นเวลา 6 สัปดาห์ บี1 ยังช่วยลดความดันโลหิตสูงและภาวะแทรกซ้อนของหัวใจในผู้ป่วยเบาหวาน
– เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือด ปริมาณวิตามินบี1 และบี12 สามารถช่วยให้อาการปวดเส้นประสาทในผู้ป่วยเบาหวานดีขึ้น และอาจลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวด
– ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ วิตามินบี1 เป็นกุญแจสำคัญในการผลิตอะเซทิลโคลีน (acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยให้ร่างกายสื่อสารระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ซึ่งหากไม่มีการสื่อสารนี้ หัวใจจะไม่ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น การขาดวิตามินบี1 เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หัวใจทำงานไม่ปกติ
– ส่งเสริมความจำ การได้รับบี1 เพียงพอจะช่วยเพิ่มสมาธิและความจำได้

แหล่งอาหารวิตามินบี1

แหล่งอาหารที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ ข้าวกล้อง ถั่ว งา จมูกข้าวสาลี นมถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน และเนื้อหมู

อาการของการขาดวิตามินบี1

การขาดวิตามินบี1 อาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพได้ อาการเริ่มแรก ได้แก่:
– ปวดศีรษะ
– เหนื่อยล้า
– หงุดหงิดง่าย
– ซึมเศร้า
– รู้สึกไม่สบายท้อง
เป็นต้น

วิตามินบี (Vitamin B)

2. วิตามินบี2 หรือ riboflavin

บทบาทของวิตามินบี2

วิตามินบี2 มีบทบาทในกระบวนการต่างๆของร่างกาย ทำให้ผิวหนังเจริญเติบโตเป็นปกติ จำเป็นต่อการทำงานของเยื่อบุทางเดินอาหาร การสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และการทำงานของสมอง
ผู้คนส่วนใหญ่กินวิตามินบี2 เพื่อป้องกันภาวะขาดวิตามินบี2 โรคไมเกรน และสำหรับผู้ที่มีระดับโฮโมซิสเทอีนในเลือดสูง นอกจากนี้ยังใช้กับสิว ปวดกล้ามเนื้อ และอาการอื่นๆ อีกมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมที่ชัดเจนพอที่จะสนับสนุนการใช้อื่นๆ เหล่านี้

ปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ร่างกายของเราควรได้รับปริมาณวิตามินบี2 ต่อวัน อยู่ที่ปริมาณ 1.7 มิลลิกรัม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการขาด

ประโยชน์ของวิตามินบี2

– ช่วยรักษาและป้องกันร่างกายขาดวิตามินบี2
– ช่วยในระบบการเผาผลาญพลังงาน ให้พลังงานกับร่างกาย ทำให้ร่างกายและจิตใจทำงานได้อย่างเป็นปกติ และช่วยให้กระดูก ผิวหนัง ผม และเล็บมีสุขภาพดี
– ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง
– กระตุ้นวิตามินบี 6 และจำเป็นต่อการช่วยสังเคราะห์วิตามินบี 3

แหล่งอาหารวิตามินบี2

พบมากในอาหารจากทั้งพืชและสัตว์ รวมทั้งนม เนื้อสัตว์ ไข่แดง ถั่ว แซลมอน ทูน่า อัลมอนด์ และผักสีเขียว

อาการของการขาดวิตามินบี2

– โรคปากนกกระจอก (แผลที่มุมปาก)
– ผมร่วง
– ผื่นคัน
– โลหิตจาง
– ริมฝีปากแห้ง แตก

3. วิตามินบี3 หรือ niacin

บทบาทของวิตามินบี3

วิตามินบี3 ทำงานเป็นโคเอนไซม์ (coenzyme) ในร่างกาย โดยมีเอนไซม์มากกว่า 400 ชนิดที่ต้องพึ่งพาวิตามินบี3 เพื่อทำปฏิกิริยาต่างๆ ในร่างกาย วิตามินบี3 ช่วยเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน สร้างคอเลสเตอรอลและไขมัน สร้างและซ่อมแซม DNA และออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

วิตามินบี3 (Vitamin B3)

ปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ร่างกายของเราควรได้รับปริมาณวิตามินบี3 ต่อวัน อยู่ที่ปริมาณ 20 มิลลิกรัม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการขาด

ประโยชน์ของวิตามินบี3

– ลดระดับไขมันในเลือด โดย ลดคอเลสเตอรอล LDL (ไม่ดี) และเพิ่มคอเลสเตอรอล HDL (ดี) ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ทำให้ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจลดลง (ถึงแม้ว่าการศึกษาจะพบว่ายังไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างการเสริมวิตามินบี3 กับการลดความเสี่ยงโรคหัวใจหรือการเสียชีวิต)
– อาจช่วยลดความดันเลือด โดยให้ร่างกายปล่อยพรอสตาแกลนดินหรือสารเคมีที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและลดความดันเลือด ด้วยเหตุนี้วิตามินบี3 จึงอาจมีบทบาทในการป้องกันหรือรักษาความดันโลหิตสูง
– กระตุ้นการทำงานของสมอง สมองของเราต้องการวิตามินบี3 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโคเอนไซม์ NAD และ NADP เพื่อรับพลังงานและทำงานได้อย่างถูกต้อง ในภาวะสมองล้าหรือแม้แต่อาการทางจิตเวชก็เกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินบี3 โรคจิตเภทบางประเภทสามารถรักษาได้ด้วยวิตามินบี3 เนื่องจากจะช่วยแก้ไขความเสียหายต่อเซลล์สมองที่เกิดจากการขาดวิตามินบี3
– ปรับปรุงสุขภาพผิว วิตามินบี3 ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการทำลายของแสงแดด ทั้งในรูปแบบกินและทาเป็นโลชั่น และอาจช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังบางชนิดได้เช่นกัน

แหล่งอาหารวิตามินบี3

พบมากในเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ทูน่า อกไก่ แซลมอน อะโวคาโด้ เห็ด ธัญพืช ถั่วต่างๆ

อาการของการขาดวิตามินบี3

การขาดวิตามินบี3 พบได้น้อย เนื่องจากวิตามินบี3 จากอาหารดูดซึมเข้าร่างกายได้ดี การขาดวิตามินบี3 อย่างรุนแรง อาจพบอาการทางผิวหนังจากโรคเพลแลกรา (pellagra) ทำให้เกิดผื่นคันสีเข้มและบางครั้งเป็นสะเก็ดบนผิวหนังที่สัมผัสกับแสงแดด ลิ้นแดงผิดปกติ และอาการท้องผูก/ท้องเสีย สัญญาณอื่นๆ ของการขาดไนอาซินอย่างรุนแรง ได้แก่ ภาวะซึมเศร้า ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า สูญเสียความทรงจำ และภาพหลอน

4. วิตามินบี5 หรือ pantothenic acid

บทบาทของวิตามินบี5

วิตามินบี5 จำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือด และช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนอาหารที่กินเข้าไปเป็นพลังงาน นอกจากนี้ยังเป็นวิตามินสำคัญสำหรับสุขภาพผิว

ปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ร่างกายของเราควรได้รับปริมาณวิตามินบี5 ต่อวัน อยู่ที่ปริมาณ 6 มิลลิกรัม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการขาด

ประโยชน์ของวิตามินบี5

– ส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด มีส่วนช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลให้เป็นปกติ และการศึกษาจำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่าวิตามินบี 5 อาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่ “ไม่ดี” ของผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอล HDL ที่ “ดี”
– ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง เพิ่มระดับฮีโมโกลบินในร่างกาย ซึ่งเป็นโปรตีนขนส่งออกซิเจน มีประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคโลหิตจาง
– เผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน การกินอาหารที่มีกรดแพนโทธีนิกสูงเป็นประจำสามารถช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานในระดับที่เหมาะสม
– รักษาการทำงานของระบบประสาทให้แข็งแรง โดยเฉพาะในการสร้าง acetylcholine ที่เป็นสารเคมีหลักในระบบประสาท ช่วยให้สมองและไขสันหลังส่งสัญญาณประสาทไปยังระบบภูมิคุ้มกัน หัวใจ ปอด ไต ม้าม ตับ และอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ยังใช้เพื่อส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อ ดังนั้นหากไม่มีวิตามินบี5 เพียงพอ เส้นประสาทจะเสียหายและเกิดความบกพร่องในการเคลื่อนไหวได้
– ช่วยการทำงานของสภาพจิตใจ ช่วยให้เรารับมือกับความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ยังอาจลดความเมื่อยล้าของร่างกายเนื่องจากช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกตื่นตัวหรือความเหนื่อยล้า และเพิ่มการเผาผลาญอาหาร หากขาดวิตามินบี5 เราจะสูญเสียความสามารถในการตอบสนองต่อความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อมหมวกไตเหนื่อยล้า ซึ่งอาจรวมถึงการมีปัญหาในการนอนหลับ การรับมือกับปัญหา อารมณ์แปรปรวน น้ำหนักขึ้นหรือลง และอาการเครียดอื่นๆ

แหล่งอาหารวิตามินบี5

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 5 ได้แก่ เนื้อวัว อกไก่ เห็ด อะโวคาโด้ ถั่วต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากนม โยเกิร์ต มันฝรั่ง ไข่ โอ๊ต บล็อคเคอรี่

อาการของการขาดวิตามินบี5

เนื่องจากวิตามินบี5 พบในอาหารหลากหลายชนิด การขาดจึงเกิดขึ้นได้ยาก ยกเว้นในผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหาร มีภาวะทุพโภชนาการอย่างรุนแรง
อาการขาดวิตามินบี5 อาจมีอาการ
– ปวดศีรษะ
– รู้สึกเหนื่อยล้า
– หงุดหงิดกระสับกระส่าย
– นอนหลับไม่สนิท
– คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
– อาการชาหรือแสบร้อนที่มือหรือเท้า
– ปวดกล้ามเนื้อ

5. วิตามินบี6 หรือ pyridoxine

บทบาทของวิตามินบี6

วิตามินบี 6 มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองตามปกติ และทำให้ระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง การบริโภควิตามินบี 6 ในปริมาณที่เพียงพอมีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดีและอาจป้องกันและรักษาโรคเรื้อรังได้

วิตามินบี6 (Vitamin B6)

ปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ร่างกายของเราควรได้รับปริมาณวิตามินบี6 ต่อวัน อยู่ที่ปริมาณ 2 มิลลิกรัม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการขาด

ประโยชน์ของวิตามินบี6

– ช่วยปรับอารมณ์และลดอาการซึมเศร้า วิตามินบี 6 มีบทบาทสำคัญในการควบคุมอารมณ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิตามินนี้จำเป็นต่อการสร้างสารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ รวมถึงเซโรโทนิน โดปามีน และกรดแกมมาอะมิโนบิวทีริก (GABA) วิตามินบี 6 อาจมีบทบาทในการลดระดับกรดอะมิโนโฮโมซิสเทอีนในเลือดสูง ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้าและปัญหาทางจิตเวชอื่นๆ
– อาจบำรุงสมองและลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์ วิตามินบี 6 อาจมีบทบาทในการปรับปรุงการทำงานของสมองและป้องกันโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งวิตามินบี6 ยังสามารถลดระดับโฮโมซิสเทอีนในเลือดสูงที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมที่ดูผลของวิตามินบี 6 เพียงอย่างเดียวต่อระดับโฮโมซิสเทอีนและการทำงานของสมอง เพื่อให้เข้าใจถึงบทบาทของวิตามินนี้ได้ดียิ่งขึ้น
– อาจป้องกันและรักษาโรคโลหิตจาง วิตามินบี 6 ช่วยผลิตเฮโมโกลบิน จึงอาจมีประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคโลหิตจางที่เกิดจากการขาดสารอาหาร เฮโมโกลบินเป็นโปรตีนที่ให้ออกซิเจนแก่เซลล์ เมื่อมีฮีโมโกลบินต่ำ เซลล์จะไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอ เป็นผลให้อาจเป็นโรคโลหิตจางและรู้สึกอ่อนแอหรือเหนื่อยล้า อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าการขาดวิตามินบี 6 นั้นพบได้ยากในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงมีงานวิจัยจำกัดเกี่ยวกับการใช้วิตา
– อาจมีประโยชน์ในการรักษาอาการก่อนมีประจำเดือน วิตามินบี 6 ถูกใช้เพื่อรักษาอาการก่อนมีประจำเดือน รวมถึงความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และอาการหงุดหงิด มีศึกษาขนาดเล็กพบว่า การได้รับวิตามินบี 6 50 มก. ร่วมกับแมกนีเซียม 200 มก. ต่อวัน ช่วยลดอาการ PMS รวมถึงอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย และวิตกกังวลได้อย่างมีนัยสำคัญตลอดรอบเดือนหนึ่งรอบ แม้ว่าผลลัพธ์เหล่านี้จะมีแนวโน้มดี แต่จะถูกจำกัดด้วยขนาดตัวอย่างที่เล็กและระยะเวลาที่สั้น จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิผลของวิตามินบี 6 ในการปรับปรุงอาการก่อนมีประจำเดือน
มินบี 6 เพื่อรักษาโรคโลหิตจาง จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจประสิทธิภาพของวิตามินบี 6 ในการรักษาภาวะโลหิตจางในประชากรอื่นนอกเหนือจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดวิตามินบี เช่น สตรีมีครรภ์และผู้สูงอายุ
– อาจช่วยรักษาอาการคลื่นไส้ในระหว่างตั้งครรภ์ วิตามินบี 6 ถูกใช้มานานหลายทศวรรษในการรักษาอาการคลื่นไส้และอาเจียนในระหว่างตั้งครรภ์ การศึกษาในผู้หญิง 342 คนในช่วง 17 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์พบว่าการได้รับวิตามินบี 6 ขนาด 30 มก. ต่อวันช่วยลดความรู้สึกคลื่นไส้ได้อย่างมีนัยสำคัญหลังการรักษา 5 วัน เมื่อเทียบกับยาหลอก ชี้ให้เห็นว่าวิตามินบี 6 มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการแพ้ท้องแม้ในระยะเวลาน้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ หากคุณสนใจที่จะทาน B6 สำหรับอาการแพ้ท้อง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อปรึกษาขนาดยาและอาหารเสริมอื่นๆ ในระหว่างตั้งครรภ์
– อาจช่วยป้องกันมะเร็ง การได้รับวิตามินบี 6 อย่างเพียงพออาจลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งบางชนิดได้ เหตุผลที่ B6 อาจช่วยป้องกันมะเร็งนั้นไม่ชัดเจน แต่นักวิจัยสงสัยว่ามันเกี่ยวข้องกับความสามารถในการต่อสู้กับการอักเสบที่อาจนำไปสู่มะเร็งและอาการเรื้อรังอื่นๆ การทบทวนการศึกษา 12 ฉบับ พบว่าทั้งการบริโภคอาหารที่เพียงพอและระดับบี 6 ในเลือดมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก บุคคลที่มีระดับบี6 ในเลือดสูงสุดจะมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งชนิดนี้ลดลงเกือบ 50% อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมซึ่งรวมถึงการทดลองแบบสุ่มและไม่ใช่แค่การศึกษาเชิงสังเกตเพื่อประเมินบทบาทที่แท้จริงของวิตามินบี 6 ในการป้องกันมะเร็ง
– อาจส่งเสริมสุขภาพตาและป้องกันโรคตา วิตามินบี 6 อาจมีบทบาทในการป้องกันโรคตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียการมองเห็นชนิดหนึ่งที่ส่งผลต่อผู้สูงอายุที่เรียกว่าโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (AMD) การศึกษาเชื่อมโยงระดับโฮโมซิสเทอีนในเลือดสูงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของ AMD เนื่องจากวิตามินบี 6 ช่วยลดระดับโฮโมซิสเตอีนในเลือดที่สูงขึ้น การได้รับวิตามินบี 6 ที่เพียงพออาจลดความเสี่ยงต่อโรคนี้ได้ แม้ว่าผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า B6 อาจมีบทบาทในการป้องกัน AMD แต่ก็ยากที่จะบอกได้ว่า B6 เพียงอย่างเดียวจะให้ประโยชน์หรือไม่ มีการวิจัยยังเชื่อมโยงระดับวิตามินบี 6 ในเลือดต่ำกับภาวะเส้นเลือดอุดตันที่เชื่อมต่อกับเรตินา การศึกษาแบบควบคุมในคนกว่า 500 คนพบว่าระดับวิตามิน B6 ในเลือดต่ำที่สุดมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความผิดปกติของจอประสาทตา
– อาจรักษาอาการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ วิตามินบี 6 อาจช่วยลดอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ระดับการอักเสบในร่างกายที่สูงซึ่งเป็นผลมาจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจทำให้ระดับวิตามินบี 6 ต่ำ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าการเสริมวิตามินบี 6 จะลดการอักเสบในผู้ที่มีอาการนี้หรือไม่ แม้ว่าดูเหมือนว่าอาหารเสริมวิตามินบี 6 ในปริมาณสูงอาจให้ประโยชน์ในการต้านการอักเสบสำหรับผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เมื่อเวลาผ่านไป แต่ก็จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม

แหล่งอาหารวิตามินบี6

อาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 6 เช่น ไก่ ถั่วชิกพี ทูน่า ปลาแซลมอน มันฝรั่ง กล้วย ไข่แดง ข้าวกล้อง รำข้าว ถั่วต่างๆ เป็นต้น

อาการของการขาดวิตามินบี6

ในผู้ใหญ่ การขาดวิตามินบี 6 อาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ และผื่นแดง เป็นมัน เป็นขุย มือและเท้าอาจรู้สึกชาและเหมือนถูกเข็มทิ่มแทง ลิ้นอาจเจ็บและแดง และอาจมีรอยแตกที่มุมปาก หากขาดมากอาจมีอาการชัก
การขาดวิตามินบี 6 ทำให้ทารกเกิดอาการชักได้ไม่บ่อยนัก ยาต้านอาการชักอาจไม่ได้ผลในการรักษาอาการชักในทารก
เนื่องจากวิตามินบี 6 จำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง การขาดอาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้

6. วิตามินบี7 หรือ biotin (มักเรียกว่าไบโอติน)

บทบาทของไบโอติน

ไบโอตินช่วยรักษาระบบสำคัญต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ เช่นเดียวกับวิตามินบีอื่น ๆ ไบโอตินช่วยให้ร่างกายของเราใช้ประโยชน์จากเอนไซม์และนำสารอาหารไปเลี้ยงทั่วร่างกาย

ปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ร่างกายของเราควรได้รับปริมาณไบโอติน ต่อวัน อยู่ที่ปริมาณ 150 ไมโครกรัม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการขาด

ประโยชน์ของไบโอติน

– บำรุงผม ไบโอตินเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีผลดีต่อเส้นผม การวิจัยแสดงให้เห็นว่าไบโอตินช่วยบำรุงเส้นผม ช่วยให้ผมเงางาม มีวอลลุ่ม และปกปิดหนังศีรษะในผู้หญิงที่มีผมบาง
– บำรุงผิวและเล็บ การวิจัยแสดงให้เห็นว่าไบโอตินช่วยปรับสภาพให้ผิวมีความชุ่มชื้น และมีความเรียบเนียน นอกจากนี้ การศึกษาบางชิ้นยังแสดงให้เห็นว่าไบโอตินสามารถช่วยให้เล็บมือและทำให้เล็บยาวเร็วขึ้นได้
– การจัดการโรคเบาหวาน มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่าไบโอตินอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานบางคน นอกจากนี้ กลุ่มวิตามินบียังช่วยบำรุงสมอง ซึ่งช่วยจัดการกับอาการทางระบบประสาท เช่น โรคปลายประสาทอักเสบ (เส้นประสาทเสียหายหรือผิดปกติ)
– การบำรุงสุขภาพก่อนคลอด ไบโอตินยังจำเป็นสำหรับการตั้งครรภ์ที่แข็งแรง การศึกษาแสดงให้เห็นว่าการขาดไบโอติน ซึ่งพบได้บ่อยในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในทารกที่กำลังพัฒนาได้ อย่างไรก็ตาม หากต้องการเสริมไบโอติน ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

แหล่งอาหารที่มีไบโอตินสูง

อาหารที่มีไบโอตินสูง ได้แก่ ไข่แดง ถั่วต่างๆ ธัญพืช ตับ มันหวาน เห็ด กล้วย บร็อคเคอรี่ อะโวคาโด้ ปลาแซลม่อน เป็นต้น

อาการของการขาดไบโอติน

โดยปกติแล้ว ร่างกายของเราจะไม่ขาดไบโอติน ถ้าเรากินอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย อาการขาดไบโอติน ได้แก่ ผื่นแดงบนผิวหนังโดยเฉพาะที่ใบหน้า ผิวแห้งหรือเป็นสะเก็ด ตาแห้ง ผมเปราะหรือร่วง เป็นต้น

7. วิตามินบี9 หรือ folic acid (มักเรียกว่ากรดโฟลิก) หรือ folate (โฟเลต)

บทบาทของกรดโฟลิก

กรดโฟลิกใช้เพื่อป้องกันและรักษาระดับโฟเลตในเลือดต่ำ (การขาดโฟเลต) และระดับโฮโมซิสเตอีนในเลือดสูง ผู้ที่ตั้งครรภ์หรืออาจตั้งครรภ์ควรกินกรดโฟลิกเพื่อป้องกันความพิการแต่กำเนิดอย่างร้ายแรง เช่น โรคกระดูกสันหลังคด กรดโฟลิกยังใช้สำหรับอาการอื่นๆ เช่น ภาวะซึมเศร้า โรคหลอดเลือดสมอง ความจำเสื่อม และอื่นๆ อีกมากมาย

ความแตกต่างระหว่างโฟเลตและกรดโฟลิกคืออะไร?

แม้ว่าคำว่า “โฟเลต” และ “กรดโฟลิก” มักจะใช้แทนกันได้ แต่จริงๆ แล้วจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน
กรดโฟลิกมีโครงสร้างที่แตกต่างจากโฟเลตและมีผลต่างกันเล็กน้อยในร่างกาย
“โฟเลต” เป็นชื่อทั่วไปที่เรียกวิตามินบี 9 ทุกรูปแบบ รวมทั้งกรดโฟลิก ซึ่งกรดโฟลิกเป็นรูปแบบวิตามินที่สังเคราะห์ขึ้นมา

ปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ร่างกายของเราควรได้รับปริมาณกรดโฟลิก ต่อวัน อยู่ที่ปริมาณ 200 ไมโครกรัม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการขาด

ประโยชน์ของกรดโฟลิก

– รักษาภาวะขาดโฟเลต การขาดโฟเลตอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุที่อาจทำให้เกิดการขาดโฟเลต อาจเกิดจากการกินอาหารที่มีโฟเลตไม่เพียงพอ กินยาที่ขัดขวางการดูดซึม โรคโลหิตจาง การฟอกไต ฯลฯ การบริโภคโฟเลตน้อยเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคโลหิตจาง ปัญหาพัฒนาการของทารกในครรภ์ ความบกพร่องทางจิตใจ การทำงานของภูมิคุ้มกันบกพร่อง และภาวะซึมเศร้า การเสริมกรดโฟลิกหรือโฟเลตสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้
– ป้องกันความพิการแต่กำเนิดและภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ อาหารเสริมกรดโฟลิกสามารถช่วยป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิดในทารก รวมถึงความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง และภาวะที่ไม่มีสมองและกระโหลกศีรษะซึ่งเป็นภาวะผิดปกติแต่กำเนิด การได้รับกรดโฟลิกอย่างเพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์สามารถลดโอกาสที่ลูกน้อยจะเกิดมาพร้อมกับภาวะเหล่านี้ อาหารเสริมกรดโฟลิกไม่เพียงช่วยป้องกันปัญหาพัฒนาการของทารกในครรภ์ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษได้
– บำรุงสมอง ระดับโฟเลตในเลือดต่ำเชื่อมโยงกับการทำงานทางจิตใจที่ผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อม แม้แต่ระดับโฟเลตอยู่ในระดับต่ำก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของความบกพร่องทางจิตใจในผู้สูงอายุได้ ปริมาณโฟเลตที่เพียงพออาจช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ในการศึกษาในปี 2019 ในผู้ใหญ่ 180 คนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย การเสริมกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมทุกวันเป็นเวลา 2 ปี ช่วยเพิ่มการวัดการทำงานของสมอง และลดระดับโปรตีนในเลือดที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์
– การรักษาภาวะสุขภาพจิต โฟเลตมีส่วนในการผลิตสารเคมีในสมองที่เรียกว่าสารสื่อประสาท การบริโภคโฟเลตน้อยเกินไปเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า โรคจิตเภท และภาวะสุขภาพจิตอื่นๆ ตัวอย่างเช่น คนที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจมีระดับโฟเลตในเลือดต่ำกว่าคนที่ไม่มีอาการซึมเศร้า การทบทวนการศึกษาในปี 2565 ชี้ให้เห็นว่าอาหารเสริมกรดโฟลิกและโฟเลตอาจช่วยลดอาการของภาวะสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด โรคจิตเภท และโรคอารมณ์สองขั้ว มีการทบทวนงานวิจัย 7 ฉบับพบว่าการรักษาด้วยอาหารเสริมโฟเลตร่วมกับยารักษาจิตเวชอาจช่วยให้อาการของผู้ป่วยโรคจิตเภทดีขึ้นมากกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาที่ใหญ่ขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการค้นพบเหล่านี้เพิ่มเติม
– ลดปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ อาหารเสริมที่มีโฟเลตเป็นส่วนประกอบหลัก รวมทั้งกรดโฟลิก อาจช่วยให้สุขภาพหัวใจดีขึ้นและลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เชื่อกันว่ากรดอะมิโนโฮโมซิสเตอีนในระดับสูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เนื่องจากโฟเลตช่วยสลายโฮโมซิสเทอีน โฟเลตที่ต่ำอาจทำให้ระดับโฮโมซิสเทอีนสูง หรือที่เรียกว่าภาวะโฮโมซิสเทอีนในเลือดสูง การกินกรดโฟลิกเสริม สามารถช่วยลดระดับโฮโมซิสเตอีนและอาจลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ นอกจากนี้ การเสริมกรดโฟลิกร่วมกับยาลดความดันโลหิตอาจลดความดันโลหิตสูงได้มากกว่าการใช้ยาลดความดันโลหิตเพียงอย่างเดียว การเสริมกรดโฟลิกอาจช่วยปรับปรุงการทำงานของหลอดเลือดในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ

ประโยชน์อื่นๆ
– โรคเบาหวาน การกินกรดโฟลิกเสริมอาจช่วยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดภาวะดื้อต่ออินซูลินในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากยาเบาหวาน metformin สามารถลดระดับโฟเลตได้
– ปัญหาภาวะเจริญพันธุ์ โฟเลตสามารถปรับปรุงคุณภาพไข่และช่วยให้ไข่เติบโตและฝังตัวในมดลูก การกินโฟเลตอาจเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ ผู้ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในการตั้งครรภ์อาจมีแนวโน้มที่จะมีลูกหากได้รับโฟเลตเสริมในปริมาณที่มากขึ้น
– การอักเสบ การอักเสบมีบทบาทเกี่ยวข้องในหลายโรค การเสริมกรดโฟลิกช่วยลดค่าที่แสดงของการอักเสบ เช่น C-reactive โปรตีน
– โรคไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด แต่เมื่อไตทำงานได้ไม่ดี โฮโมซิสเทอีนจะเพิ่มขึ้น ประมาณ 85% ของผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังมีโฮโมซิสเทอีนในเลือดมากเกินไป การเสริมกรดโฟลิกอาจช่วยลดระดับโฮโมซิสเทอีนและลดความเสี่ยงโรคหัวใจในผู้ที่เป็นโรคไต

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ในกลุ่มประชากรที่ใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับประโยชน์ของโฟเลต ทั้งนี้ หากคุณมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนกินกรดโฟลิกเสริม

แหล่งอาหารที่มีโฟเลตสูง

อาหารจากพืชและสัตว์ ได้แก่ ผักโขม ผักคะน้า บร็อคโคลี อาโวคาโด ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ไข่

อาการของการขาดกรดโฟลิก

การขาดโฟเลตเกิดขึ้นเมื่อร่างกายของเราไม่ได้รับโฟเลตเพียงพอ อาการต่างๆ ได้แก่ ความเมื่อยล้า อ่อนแรง แผลในปาก และปัญหาทางระบบประสาท การขาดโฟเลตสามารถป้องกันได้โดยการกินอาหารที่อุดมด้วยโฟเลต หรือกินกรดโฟลิกเสริม

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดโฟเลต?

เมื่อร่างกายของเราได้รับโฟเลตไม่เพียงพอ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่างได้
1. การขาดโฟเลตระหว่างตั้งครรภ์
การขาดโฟเลตในระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ โฟเลตมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสมองและไขสันหลังของทารกในครรภ์ การขาดโฟเลตอาจทำให้เกิดข้อบกพร่องที่รุนแรงซึ่งเรียกว่าภาวะหลอดประสาทไม่ปิดในทารก ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดที่กระดูกสันหลัง ไขสันหลัง เนื่องจากมีการพัฒนาอย่างไม่สมบูรณ์
การขาดโฟเลตยังสามารถเพิ่มโอกาสให้รกลอกตัวก่อนกำหนด ซึ่งเป็นภาวะที่รกแยกตัวออกจากมดลูก นอกจากนี้ ทารกอาจคลอดก่อนกำหนด และ/หรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ การศึกษาพบว่าโฟเลตต่ำในระหว่างตั้งครรภ์อาจนำไปสู่การเป็นโรคออทิสติกได้
2. โรคโลหิตจางจากการขาดโฟเลต
การขาดโฟเลตยังสามารถนำไปสู่โรคโลหิตจางจากการขาดโฟเลต ภาวะโลหิตจางอาจเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายมีเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ไม่แข็งแรงพอ ร่างกายต้องการเซลล์เม็ดเลือดแดงเพื่อนำออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อของร่างกาย ภาวะโลหิตจางจากการขาดโฟเลตอาจทำให้ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ผิดปกติซึ่งทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ของการขาดโฟเลตอาจรวม
ถึง:
– ภาวะมีบุตรยาก
– มะเร็งบางชนิด
– โรคหัวใจและหลอดเลือด
– ภาวะซึมเศร้า
– ภาวะสมองเสื่อม
– โรคอัลไซเมอร์

8. วิตามินบี12 หรือ cobalamin

บทบาทของวิตามินบี12

วิตามินบี 12 (โคบาลามิน) มีบทบาทสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง การเผาผลาญของเซลล์ การทำงานของเส้นประสาท และการผลิต DNA ซึ่งเป็นโมเลกุลภายในเซลล์ที่มีข้อมูลทางพันธุกรรม

วิตามินบี12 (Vitamin B12)

ปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ร่างกายของเราควรได้รับปริมาณบี12 ต่อวัน อยู่ที่ปริมาณ 2 ไมโครกรัม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการขาด

ประโยชน์ของวิตามินบี12

– ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและป้องกันโรคโลหิตจาง มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ระดับวิตามินบี12 ต่ำทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลงและพัฒนาไม่เหมาะสม เซลล์เม็ดเลือดแดงที่แข็งแรงจะมีขนาดเล็กและกลม กรณีที่ขาดวิตามินบี12 ในขณะที่เซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและเป็นวงรีทำให้ไม่สามารถเคลื่อนจากไขกระดูกเข้าสู่กระแสเลือดในอัตราที่เหมาะสม ทำให้เกิดโรคโลหิตจางชนิดเมกาโลบลาสติก (megaloblastic anemia) เมื่อเป็นโรคโลหิตจาง ร่างกายของเราจะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงไม่เพียงพอที่จะขนส่งออกซิเจนไปยังอวัยวะสำคัญ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและอ่อนเพลีย
– อาจป้องกันความพิการของทารกแรกเกิด ระดับวิตามินบี12 ที่เพียงพอมีความสำคัญต่อการตั้งครรภ์ที่แข็งแรง มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสมองและระบบประสาทของทารกในครรภ์ต้องการระดับวิตามินบี12 จากมารดาอย่างเพียงพอในการพัฒนาอย่างเหมาะสม การขาดวิตามินบี 12 ในระยะเริ่มต้นของการตั้งครรภ์อาจเพิ่มความเสี่ยงของการพิการแต่กำเนิด เช่น ความบกพร่องของท่อประสาท นอกจากนี้ การขาดวิตามินบี12 ของมารดาอาจนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดหรือการแท้งบุตร
– บำรุงกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน กระดูกที่มีความหนาแน่นของแร่ธาตุลดลงจะบอบบางและเปราะบางเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคกระดูกพรุน มีการศึกษาพบว่าระดับวิตามินบี 12 ที่ต่ำนั้นเชื่อมโยงกับความหนาแน่นของกระดูกที่ลดลงในโคนขาและสะโพกในเพศชาย การศึกษาอื่นๆ ยังแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างระดับวิตามินบี12 ต่ำกับสุขภาพกระดูกที่ไม่ดี และความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหัก อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม
– อาจลดความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อมเป็นโรคทางตาที่ส่งผลต่อการมองเห็น การรักษาระดับวิตามินบี 12 ให้เพียงพออาจช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ นักวิจัยเชื่อว่าการเสริมวิตามินบี 12 อาจลดระดับของโฮโมซิสเทอีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่พบในกระแสเลือด ระดับโฮโมซิสเตอีนที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของจอประสาทตาเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ การศึกษาในปี 2009 ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง 5,000 คนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปสรุปว่าการเสริมวิตามินบี 12 ร่วมกับกรดโฟลิกและวิตามินบี 6 อาจลดความเสี่ยงภาวะนี้ได้ อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม
– อาจช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นและลดอาการของภาวะซึมเศร้า ผลของวิตามินบี12 ต่ออารมณ์ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม วิตามินนี้มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์และเผาผลาญเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ดังนั้น การขาดวิตามินบี12 อาจทำให้การผลิตเซโรโทนินลดลง ซึ่งอาจทำให้อารมณ์หดหู่ได้ อาหารเสริมวิตามินบี12 อาจช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นในผู้ที่ขาด
– อาจเป็นประโยชน์ต่อสมองจากการป้องกันการสูญเสียเซลล์ประสาท การขาดวิตามินบี 12 เกี่ยวข้องกับการสูญเสียความทรงจำ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ วิตามินอาจมีบทบาทในการป้องกันการฝ่อของสมอง ซึ่งเป็นการสูญเสียเซลล์ประสาทในสมอง และมักเกี่ยวข้องกับการสูญเสียความทรงจำหรือภาวะสมองเสื่อม การศึกษาหนึ่งในผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้นแสดงให้เห็นว่าการเสริมวิตามินบี 12 และกรดไขมันโอเมก้า 3 ร่วมกันช่วยชะลอความเสื่อมทางจิตใจ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อสรุปว่าการเสริมวิตามินนี้สามารถปรับปรุงความจำในผู้ที่ไม่ขาดได้หรือไม่
– อาจให้พลังงาน การเสริมวิตามินบี 12 ได้รับการขนานนามว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำไปสู่การเพิ่มพลังงาน

 

Personalized Vitamin

วิตามินเฉพาะบุคคล
เหมาจ่าย
2,800 บาท/เดือน

รายละเอียดเพิ่มเติม

2 Check แพคเกจ

เช็คความเสื่อมและตรวจวิตามินดี

2,100 บาท

รายละเอียดเพิ่มเติม

Basic Nutrient (Blood Vitamin Test)

แพคเกจตรวจ
วิตามินและแร่ธาตุพื้นฐาน
ด้วยวิธีการตรวจเลือด

5,490 บาท

รายละเอียดเพิ่มเติม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ยินยอมทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
    เปิดใช้งานตลอด

    เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเว็บไซต์ของเรา เนื่องจากคุกกี้เหล่านี้ทำให้เว็บเซิร์ฟเวอร์สามารถตอบสนองต่อการกระทำของท่านได้ อีกทั้งยังช่วยในการแสดงผลหน้าเว็บต่อท่าน และยังรวมถึงมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องในระหว่างการท่องเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้จะคงอยู่จนกว่าจะสิ้นสุดการเยี่ยมชมของท่านและจะถูกลบอัตโนมัติทันที
    รายชื่อคุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์/เพื่อประสิทธิภาพ

    ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ของเราด้วยจำนวนครั้งการเข้าดูหน้าเว็บและจำนวนผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์ โดยบริการวิเคราะห์เว็บจะวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของผู้ใช้ ซึ่งเราจะใช้ข้อมูลดังกล่าวในการปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้หรือค้นหาส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ที่ควรได้รับการปรับปรุง อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถระบุถึงตัวบุคคลได้ (กล่าวคือ เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถใช้เพื่อระบุตัวตนของท่านและไม่มีการเก็บรวบรวมหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ และที่อยู่อีเมลของท่าน) และข้อมูลเหล่านี้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางสถิติเท่านั้น
    รายชื่อคุกกี้เพื่อการวิเคราะห์/เพื่อประสิทธิภาพ

  • คุกกี้เพื่อช่วยในการใช้งาน

    ช่วยให้เรารับรู้เมื่อท่านกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา ด้วยข้อมูลนี้เราจึงสามารถปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้เป็นไปตามความต้องการของท่านได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชมของท่านให้มีประสิทธิภาพและเฉพาะเจาะจงสำหรับท่านมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วข้อมูลที่รวบรวมโดยคุกกี้เหล่านี้จะไม่สามารถระบุตัวตนของท่านได้
    รายชื่อคุกกี้เพื่อช่วยในการใช้งาน

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา

    จะอยู่บนอุปกรณ์ของท่านเพื่อบันทึกหน้าเว็บไซต์หรือลิงค์ที่ท่านได้เยี่ยมชมหรือติดตาม ข้อมูลที่ได้จะถูกใช้เพื่อปรับแต่งเว็บไซต์ของเราและแคมเปญโฆษณาของเราเพื่อให้เหมาะกับความสนใจของท่าน
    คุกกี้เพื่อการโฆษณา

บันทึก