
ช่วงนี้การเจริญเติบโตของทารกจะเริ่มสมบูรณ์มากขึ้น โดยที่ระยะนี้คุณแม่ควรจะได้รับพลังงานในปริมาณที่ ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ 2 ในคุณแม่บางท่านอาจจะพบปัญหาทานได้ไม่มากเท่าเดิม เนื่องจากรู้สึกอึดอัดแน่นท้อง วิธีการแก้ปัญหาคือ เพิ่มมื้ออาหารเป็น 4-5 มื้อย่อยเล็กๆ ต่อวัน แล้วแต่ความสะดวก แต่อาหารที่ควรทานเพิ่มขึ้น ควรจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ทานขนมจุบจิบ โดยสารอาหารที่คุณแม่ควรให้ความสําคัญ มีดังนี้
1. แคลเซียม
มีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบกระดูกและฟัน และยังมีส่วนช่วยในการลดการเกิดตะคริว ในคุณแม่ได้ด้วย อาหารที่พบแคลเซียมได้มาก ได้แก่ นม, งา, ถั่วเหลือง, ปลาตัวเล็กตัวน้อย, ผักใบเขียวเข้ม เป็นต้น
2. ใยอาหาร
คุณแม่บางท่านอาจจะมีปัญหาเรื่องท้องผูกได้ในช่วงไตรมาสนี้ ดังนั้น ใยอาหารจะช่วยจัดการ กับปัญหาดังกล่าวได้ ร่วมกับการดื่มน้ําในปริมาณที่มากขึ้น ประมาณ 8-10 แก้ว/วัน โดยเราสามารถ พบใยอาหารได้มาก ในผักและผลไม้ รวมถึงธัญพืชต่างๆ ที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น มะขามหวาน ลูกพรุน โยเกิร์ต มะละกอ เป็นยาระบายตามธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายปัญหาท้องผูกได้
การปฏิบัติตัว
- เวลานอน ควรหนุนข้อเท้าด้วยผ้าขนหนูหรือหมอนใบเล็ก เพื่อลดการบวม และนอนในท่าที่คุณแม่รู้สึก สบายตัว หายใจได้สะดวก ส่วนใหญ่แนะนํานอนตะแคง
- การออกกําลังกายและการเคลื่อนไหวของร่างกาย
การฝากครรภ์
- เมื่อคุณแม่มาถึงโรงพยาบาล จะยังคงได้รับการตรวจ เช่นเดียวกับไตรมาสที่ 2 แต่การนัดพบแพทย์ จะถี่ขึ้น คือ นัดทุกๆ 2 สัปดาห์ และเมื่อถึงอายุครรภ์ 36 สัปดาห์ แพทย์จะนัดมาตรวจทุก 1 สัปดาห์ เพื่อติดตามสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด
- โดยทั่วไปคุณแม่ตั้งครรภ์ควรเริ่มนับลูกดิ้นอย่างจริงจังตั้งแต่อายุครรภ์ 32 สัปดาห์เพื่อเป็นการประเมินสุขภาพทารกเบื้องต้น
- แพทย์พิจารณาการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ตามความเหมาะสม
- แพทย์จะเป็นผู้ให้คําแนะนําวิธีการคลอดเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจของคุณพ่อคุณแม่ในการเลือก วิธีคลอด เว้นแต่ในกรณีที่คุณแม่จําเป็นจะต้องคลอดโดยวิธีการผ่าคลอด ได้แก่ ทารกท่าก้น, รกเกาะต่ํา ทารกหัวโต, เคยผ่าตัดคลอดมาก่อน เป็นต้น
English
简体中文

BNH Annual Checkup Package ตรวจสุขภาพประจำปี ราคาพิเศษ โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช