
การติดเชื้อในช่วงตั้งครรภ์อาจก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงต่อสตรีตั้งครรภ์มากกว่าสตรีที่ไม่ตั้งครรภ์และอาจ เป็นปัญหากับทารกในครรภ์ได้ เรามาทําความรู้จักกับโรคติดเชื้อที่สําคัญในช่วงตั้งครรภ์ ดังนี้
1. การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
พบได้บ่อยในช่วงตั้งครรภ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของมดลูกที่ขยายขนาดมีการกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทําให้คุณแม่ต้องปัสสาวะบ่อย หากอั้นปัสสาวะหรือดื่มน้ําน้อยจะเกิดการติดเชื้อได้ หากคุณแม่มีอาการปัสสาวะ แสบขัด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัย การรักษาสามารถทําได้ด้วยยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หากไม่ได้รับ ได้รับการ รักษา การติดเชื้ออาจลุกลามเกิดเป็นกรวยไตอักเสบมีไข้สูงปวดเอวและนําไปสู่การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกําหนดได้
2. TORCH
ในบางโรงพยาบาลหรือในต่างประเทศ ก่อนหรือขณะตั้งครรภ์จะมีการตรวจเลือดเกี่ยวกับการติดเชื้อ TORCH ซึ่งประกอบไปด้วยเชื้อโรค 4 ชนิด คือ
2.1 Toxoplasmosis
เป็นโปรโตซัวชนิดหนึ่ง ที่มนุษย์สามารถติดเชื้อมาจากการรับประทานเนื้อดิบหรือสัมผัส อุจจาระแมวแล้วผ่านอาหารเข้าปาก โดยกว่า 90% เมื่อได้รับเชื้อจะไม่แสดงอาการ หากตรวจพบว่า คุณแม่ติดเชื้อชนิดนี้จําเป็นต้องได้รับยาฆ่าเชื้อโรคเพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อสู่ทารกในครรภ์ และ ต้องทําการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อสังเกตทารกว่าได้ติดเชื้อไปแล้วหรือไม่ โดยอาจพบลักษณะของ โพรงในสมองบวม เป็นต้น ดังนั้นหลักในการหลีกเลี่ยงการติดเชื้อนี้คือ รับประทานเนื้อสุก ล้างผัก ผลไม้ตลอดจนภาชนะที่บรรจุเนื้อสัตว์ หรือผักผลไม้ให้สะอาดเสมอ ใส่ถุงมือทุกครั้งเมื่อสัมผัส อุจจาระแมว ล้างมือให้สะอาดหลังหารประกอบอาหาร หรือทําความสะอาดบริเวณที่มีอุจจาระแมว
2.2 Rubella (หัดเยอรมัน)
ติดต่อผ่านทางการไอจามแล้วได้รับสารคัดหลั่งเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ พบผื่นนูนแดงขนาดเล็กเริ่มจากใบหน้าแล้วกระจายไปตามตัว ตาแดง ต่อมน้ําเหลืองโต หากคุณแม่ เป็นหัดเยอรมันช่วงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์แรก ทารกในครรภ์มีโอกาสติดเชื้อสูงถึง 80% หากทารก ติดเชื้อจะส่งผลต่อหลายระบบในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตาเป็นต้อ หูหนวก หัวใจพิการ ดังนั้น การตั้งครรภ์ควรตรวจเลือดว่ามีภูมิต้านทานโรคแล้วหรือไม่ หากไม่มี ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคและ คุมกําเนิดอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์ แต่หากฉีดวัคซีนแล้วเกิดการตั้งครรภ์ พบว่าไม่มีรายงาน ความผิดปกติต่อทารกในครรภ์จากการฉีดวัคซีน ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ที่ยังไม่มีภูมิต้านทานโรค ควร หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยที่เป็นโรคและวัคซีนไม่สามารถฉีดได้ขณะตั้งครรภ์
2.3 Cytomegalovirus (CMV)
เป็นเชื้อไวรัสที่พบในสารคัดหลั่งจากร่างกาย ส่วนใหญ่พบได้จากศูนย์ดูแล เด็กเล็ก เมื่อติดเชื้อคุณแม่มักไม่มีอาการหรืออาจมีเพียงไข้ เจ็บคอเล็กน้อย แต่ทารกสามารถติดเชื้อถึง 40% จากการอัลตราซาวด์จะพบทารกมีการเจริญเติบโตในครรภ์ ศีรษะมีขนาดเล็ก และมีภาวะปัญญา อ่อนได้ในภายหลัง ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค และขณะตั้งครรภ์ยังไม่มีการรักษาใดๆ ดังนั้น คุณแม่ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่สัมผัสกับเด็กเล็ก
2.4 Herpes Simplex Virus (HSV) หรือไวรัสเริม
ชนิดที่มีผลต่อการตั้งครรภ์คือเริมที่อวัยวะเพศ งจะมีลักษณะเป็นตุ่มน้ําใสอยู่บนฐานสีแดง เมื่อแตกจะมีอาการปวดแสบได้ หากมีผื่นเริ่มเกิดช่วง คลอดหรือน้ําเดิน จําเป็นต้องทําการผ่าตัดคลอดเนื่องจากทารกที่คลอดผ่านปากช่องคลอดมีโอกาส ติดเชื้อและเกิดตาอักเสบ ตาบอด เยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ ดังนั้นหากคุณแม่เคยมีประวัติการเป็นเริ่มที่อวัยวะเพศ หรือมีผื่นที่สงสัย ควรแจ้งแพทย์ทันที
3. Group B Streptococcus Bacteria (GBS)
เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่พบได้ 10 – 30% อยู่ในช่องคลอด หรือทางเดินอาหาร โดยไม่ก่อให้เกิดโรค แก่คุณแม่ แต่หากทารกสัมผัสเชื้อขณะคลอดอาจเกิดการติดเชื้อในสมองได้ ดังนั้นในต่างประเทศมีคําแนะนํา ให้สตรีตั้งครรภ์ ทําการส่งน้ําในช่องคลอดและช่องทวารหนักช่วง 35 – 37 สัปดาห์ เพื่อตรวจว่ามีเชื้อนี้อยู่ หรือไม่ หากมีเชื้อนี้ คุณแม่ยังสามารถคลอดทางช่องคลอดได้แต่จําเป็นต้องได้รั ในต้องได้รับยาฆ่าเชื้อก่อนการคลอด ซึ่งสามารถลดการติดเชื้อสู่ทารกได้
4. ซิฟิลิส
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ แพทย์จะทําการตรวจซิฟิลิสเสมอ หากพบว่า คุณแม่มีเชื้อซิฟิลิส จําเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อกลุ่มเพนนิซิลิน เพื่อไม่ให้ทารกติดเชื้อไปด้วย อันตรายต่อทารกจากเชื้อซิฟิลิส ได้แก่ ผื่นผิวหนัง ตาอักเสบ หูหนวก สมองเสื่อม เป็นต้น
ที่กล่าวมาเบื้องต้น เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยหรืออาจส่งผลต่อทารกอย่างรุนแรงได้ขณะตั้งครรภ์ หากคุณแม่มีข้อสงสัย หรือมีประวัติการเกิดโรค ตลอดจนมีอาการไม่สบายหรือไข้ผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อทําการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องต่อไป
English
简体中文

BNH Annual Checkup Package ตรวจสุขภาพประจำปี ราคาพิเศษ โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช