ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นต้อกระจก

พบได้ทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดจากมารดาติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์

วิธีสังเกตตนเองว่าเป็นโรคต้อกระจก

  • อาการเด่นของต้อกระจก คือ ตาค่อยๆ มัวลงอย่างช้าๆ กินระยะเวลานานเป็นปี โดยไม่มีอาการเจ็บปวด การมองเห็นจะแย่ลงเมื่อแสงไม่พอ
  • ต้อกระจกบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการตามัวมากขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีแสงสว่างจ้า แต่กลับมองเห็นเกือบเป็นปกติในที่มืดสลัวๆ หรือเวลาพลบค่ำ เนื่องจากเมื่ออยู่ในที่แจ้งม่านตาจะหดแคบลง ทำให้แสงสว่างเข้าตายากขึ้น ตรงกันข้ามกับเมื่ออยู่ในที่มืด ม่านตาจะขยายทำให้แสงเข้าตาได้มากขึ้น จึงเห็นชัดขึ้นในที่มืด
  • ในคนทั่วไปที่อายุมากกว่า 40 ปี โดยปกติเวลาอ่านหนังสือมักต้องใช้แว่นสายตาช่วย แต่หากอยู่ๆ ก็อ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใส่แว่น นั่นอาจเป็นอาการของการเริ่มมีการเสื่อมของแก้วตาทำให้การหักเหแสงเปลี่ยน จึงกลับมาเป็นคนสายตาสั้นเมื่อแก่ (Secondary myopia) แต่มองเห็นระยะไกลไม่ชัด หากมีอาการเช่นนี้ ควรรีบพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจดูว่าเริ่มเป็นต้อกระจกหรือไม่
  • มีการมองเห็นภาพซ้อน เช่น ในตอนกลางคืนเห็นพระจันทร์สองดวง หรือ หลายดวง แม้ดูด้วยตาข้างเดียว เพราะแก้วตาที่ขุ่นมัวทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการหักเหของแสงไม่เท่ากัน
  • เห็นฝ้าขาวบริเวณกลางรูม่านตาในผู้ที่ต้อกระจกสุกเต็มที่แล้ว

เฝ้าระวัง สัญญาณเตือนต้อกระจก!

  • เห็นภาพมัว ตาพร่า เลือนลาง โดยค่อยๆ เป็นช้าๆ
  • มองไกลไม่ค่อยชัด สายตาสั้นมากขึ้น จนต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย
  • มองไม่ชัดเมื่ออยู่ในที่แสงจ้า
  • ตาข้างใดข้างหนึ่งอาจเห็นภาพซ้อน
  • มองเห็นสีเปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะสีเหลือง
  • ปวดตามากบ่อยๆ

โรคต้อกระจกมีวิธีการรักษาอย่างไร

ต้อกระจกบางส่วนสามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดได้  แต่เมื่อเป็นแล้ว ไม่มียาหยอดตาหรือยารับประทานที่จะช่วยสลายต้อกระจกได้  ต้องทำการรักษาโดยการผ่าตัดเอาเลนส์ที่ขุ่นออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมไปทดแทนเลนส์ธรรมชาติ ผู้ป่วยจะกลับมามองเห็นเป็นปกติถ้าไม่มีโรคอื่น ๆ ที่ทำให้ตามัว

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้สามารถรักษาโรคต้อกระจกหายขาดและได้ผลดี มีการมองเห็นที่ดีเป็นปกติได้ วิธีการผ่าตัดมีอยู่ 2 วิธี

  1. การผ่าตัดต้อกระจกแผลใหญ่ (ECCE) เป็นวิธีที่ใช้มานาน ประหยัดและปลอดภัย เริ่มด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่ เปิดกระจกตาดำ แล้วดันเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออกทางแผล และใส่เลนส์แก้วตาเทียมแทนที่ วิธีการนี้เหมาะสำหรับต้อกระจกทิ้งไว้นานแข็งมากจนเครื่องสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง สลายไม่ได้ ข้อด้อยคือ แผลใหญ่ทำให้เกิดสายตาเอียงหลังการรักษาได้
  2. การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification / Ultrasound) เป็นวิธีที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงผ่านแผลกระจกตา 1.8 – 3 มม. เลนส์แก้วตาจะถูกสลายผ่านหัวดูด ออกจากแผลกระจกตาขนาดเล็กมาก ใช้เฉพาะการหยอดยาชา หรือในบางรายอาจใช้การฉีดยาชา หลังสลายเลนส์ต้อกระจก จึงใส่เลนส์แก้วตาเทียมผ่านแผลชนิดเล็กเข้าไปในตา เนื่องจากแผลเล็กมากจึงไม่จำเป็นต้องเย็บแผล ผลการรักษาขึ้นกับสภาพตาของแต่ละบุคคล ข้อยกเว้นคือ ผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจกแบบที่เลนส์แก้วตาแข็งมากๆ อาจไม่สามารถใช้เครื่องสลายเลนส์ได้

เตรียมตัวอย่างไรถ้าต้องรับการตรวจ

  • การตรวจต้อกระจกไม่จำเป็นต้องงดยา งดน้ำ หรืออาหาร ขั้นตอนการตรวจไม่เจ็บปวด
  • มีการการขยายม่านตาเพื่อตรวจว่าไม่มีโรคอื่นแทรกซ้อนทางตา จึงไม่ควรขับรถเอง เนื่องจากการหยอดยาขยายม่านตาทำให้สู้แสงไม่ได้ ตาพร่ามัว เป็นเวลา 4-6 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด จักษุแพทย์อาจขอให้นำผลน้ำตาลในเลือดครั้งล่าสุดมาดู หรือ อาจให้งดยาละลายลิ่มเลือดก่อนมาผ่าตัดต้อกระจก

การเตรียมตัวก่อนรักษาต้อกระจก

เมื่อแพทย์ลงความเห็นว่าสมควรผ่าตัด แพทย์จะตรวจตาอย่างละเอียด วัดความดันตา และ ตรวจประสาทตา  ตรวจร่างกายทั่วไปเพื่อดูว่ามีโรคอื่นอันจะเป็นอุปสรรคในระหว่างหรือหลังผ่าตัดหรือไม่ ซึ่งโรคที่สำคัญ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคโลหิตจาง โรคปอด ซึ่งเมื่อเป็นโรคดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับการรักษาให้ดีก่อนจึงค่อยทำผ่าตัด

หากมีโรคประจำตัว จะทำการผ่าต้อกระจกได้หรือไม่

มีหลายคนเข้าใจว่า เป็นโรคเบาหวานผ่าตัดต้อไม่ได้ เป็นความเข้าใจที่ผิด ผู้ที่เป็นเบาหวานก็สามารถผ่าตัดได้ แต่ต้องควบคุมเบาหวานให้ดีก่อน เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อหลังผ่าตัด

หากมีการอักเสบบริเวณตา เช่น กุ้งยิง เปลือกตาอักเสบ หรือ ถุงน้ำตาอักเสบ ก็ต้องได้รับการรักษาให้ดีก่อน เพราะดวงตาติดเชื้อได้ง่ายกว่าอวัยวะอื่นๆ ดังนั้นหากมีการติดเชื้อใกล้เคียงกับบริเวณแผลผ่าตัด ทำให้มีความเสี่ยงติดเชื้อหลังผ่าตัดได้

ถ้าไม่ผ่าตัดต้อกระจกได้หรือไม่

หากไม่ทำการรักษาและปล่อยให้ต้อกระจกสุกเต็มที่ (Mature Cataract) จะทำให้เลนส์ตาแข็งตัวมากจนกระทั่งไม่สามารถใช้เทคนิคการผ่าแผลเล็ก หรือการสลายต้อกระจกได้ ถ้าจะผ่าต้องทำการผ่าแบบแผลใหญ่แทน

และถ้าต้อกระจกสุกเต็มที่จนกระทั่งถุงหุ้มเลนส์แตก อาจทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงของดวงตาได้ หากทำการรักษาไม่ทัน อาจทำให้ตาบอดได้

เลนส์แก้วตาเทียม สามารถใช้งานได้นานเท่าไหร่

เลนส์แก้วตาเทียมเป็นวัสดุที่สามารถใช้งานได้ถาวร ไม่มีการหมดอายุหรือต้องคอยเปลี่ยนใหม่เมื่อเวลาผ่านไป