
อาการ
สัญญาณและอาการแสดงของภาวะรังไข่เสื่อมมีความคล้ายคลึงกับอาการในหญิงวัยหมดประจำเดือนหรือขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ได้แก่
– ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือข้ามเดือนไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นนานหลายปี หรือเกิดขึ้นหลังจากการตั้งครรภ์หรือหลังจากหยุดยาคุมกำเนิด
– ตั้งครรภ์ยาก
– ร้อนวูบวาบ
– เหงื่อออกตอนกลางคืน
– ช่องคลอดแห้ง
– ตาแห้ง
– หงุดหงิดหรือขาดสมาธิ
– ความต้องการทางเพศลดลง
สาเหตุ
สาเหตุของรังไข่เสื่อมอาจเกิดจาก
– การเปลี่ยนแปลงของโครโมโซม มีความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับภาวะรังไข่เสื่อม เช่น ในผู้หญิงที่มีโครโมโซม X ขาดหายไป 1 แท่ง เป็นต้น
– การได้รับสารพิษ การได้รับยาเคมีบำบัดและการฉายรังสี เป็นสาเหตุก่อให้เกิดภาวะรังไข่เสื่อม ซึ่งสามารถทำลายสารพันธุกรรมในเซลล์ได้ สารพิษอื่นๆ เช่น ควันบุหรี่ สารเคมี ยาฆ่าแมลง และไวรัส อาจเร่งการเกิดภาวะรังไข่เสื่อม
– การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อรังไข่ โรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune diseases) เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีต่อเนื้อเยื่อรังไข่ ทำให้ไข่เสียหาย ซึ่งสาเหตุของสิ่งที่กระตุ้นที่ทำให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่การได้รับเชื้อไวรัสก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งได้
– ไม่ทราบสาเหตุ สาเหตุของรังไข่เสื่อมมักไม่ทราบสาเหตุ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม แต่หลายครั้งพบว่า สาเหตุยังไม่ชัดเจน
ใครบ้างที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะรังไข่เสื่อม
ปัจจัยบางอย่างสามารถเพิ่มความเสี่ยงภาวะรังไข่เสื่อมในผู้หญิงได้ เช่น
– มีประวัติคนในครอบครัวมีภาวะนี้ เช่น มีแม่หรือพี่สาวมีภาวะนี้
– ยีน มีความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับภาวะรังไข่เสื่อม
– โรคบางชนิด เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเองและการติดเชื้อไวรัส
– การรักษามะเร็ง เช่น การได้รับยาเคมีบำบัด และการฉายแสง
– อายุ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากมีอายุระหว่าง 35 ถึง 40 ปี แม้ว่าผู้หญิงก่อนอายุ 30 ปีจะพบได้น้อย แต่ภาวะรังไข่เสื่อมอาจพบได้ในผู้หญิงอายุน้อยและแม้แต่ในวัยรุ่น
ปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะรังไข่เสื่อม
เนื่องจากภาวะรังไข่เสื่อมทำให้ระดับฮอร์โมนบางชนิดลดต่ำลง จึงอาจส่งผลต่อภาวะด้านสุขภาพอื่นๆ ด้วย เช่น
– โรควิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกิดจากภาวะรังไข่เสื่อม สามารถทำให้เกิดความวิตกกังวลหรือนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้
– โรคตาแห้งและโรคภาวะผิวตาผิดปกติ ผู้หญิงที่มีภาวะรังไข่เสื่อมอาจจะมีปัญหาโรคตาอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าว ซึ่งทั้งสองอย่างนี้อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตาและอาจทำให้มองเห็นภาพซ้อนได้ หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้ดวงตาเสียหายถาวรได้
– โรคหัวใจ ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ต่ำลงอาจส่งผลต่อหลอดเลือดแดง และเพิ่มการสะสมของคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดแดงได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งหรือตีบตันได้
– ภาวะมีบุตรยาก
– ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำผิดปกติ (hypothyroidism) ไทรอยด์เป็นต่อมที่สร้างฮอร์โมนที่ควบคุมการเผาผลาญและควบคุมระดับพลังงานของร่างกาย ฮอร์โมนไทรอยด์ในระดับที่ต่ำเกินไปอาจส่งผลต่อการเผาผลาญที่ลดลงและอาจทำให้รู้สึกหมดแรง เฉื่อยชา และมีอาการอื่นๆ ตามมา
– โรคกระดูกพรุน ฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยให้กระดูกแข็งแรง หากไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงพอ ผู้หญิงที่มีภาวะรังไข่เสื่อมมักจะเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งทำให้กระดูกเปราะ อ่อนแอและแตกหักง่าย

การตรวจวินิจฉัยภาวะรังไข่เสื่อม
แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับรอบเดือน ประวัติการตั้งครรภ์ หรือการคุมกำเนิด รวมถึงตรวจร่างกายและปากมดลูก
นอกจากนี้ แพทย์อาจสั่งตรวจเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมนบางชนิดในร่างกาย เช่น follicle stimulating hormone (FSH), เอสโตรเจน (estrogen) และโปรแลคติน
การตรวจอื่นๆ ได้แก่:
– การตรวจเลือดเพื่อค้นหาความผิดปกติทางพันธุกรรม
– การตรวจอัลตราซาวด์ภายใน (เพื่อตรวจรังไข่และมดลูก)
– การทดสอบการตั้งครรภ์
เป็นต้น
การรักษาภาวะรังไข่เสื่อม
แพทย์อาจรักษาด้วยวิธีต่างๆ ขึ้นอยู่กับอายุ อาการ และความต้องการตั้งครรภ์
การรักษาภาวะรังไข่เสื่อมเบื้องต้น ยกตัวอย่างเช่น
– การทดแทนฮอร์โมนที่รังไข่ไม่ผลิตแล้ว
– การรักษาอาการหรือผลข้างเคียงของภาวะรังไข่เสื่อม เช่น เหงื่อออกตอนกลางคืน ช่องคลอดแห้ง เป็นต้น
– ลดความเสี่ยงของภาวะที่เกิดขึ้นจากรังไข่เสื่อม
– การรักษาภาวะอื่นๆ ที่ส่งผลให้อาการรังไข่เสื่อมแย่ลง
ดังนั้น หากสงสัยว่ามีภาวะรังไข่เสื่อม หรือปัญหาในการตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช
2. ตรวจเช็ค ความผิดปกติของมดลูก
ภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากความผิดปกติของมดลูกพบได้บ่อยแค่ไหน
ภาวะมีบุตรยากจากปัจจัยจากมดลูกอาจพบถึง 3% ในผู้หญิงที่ยังไม่ถึงวัยหมดประจำเดือน
สัญญาณหรืออาการแสดงของภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากมดลูก
อาการจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น บางคนไม่เคยมีประจำเดือนเลย บางคนอาจรู้สึกปวดหรือหน่วงบริเวณอุ้งเชิงกราน หรือบางคนไม่แสดงอาการ
สาเหตุที่เกิดจากมดลูกมีอะไรบ้างที่ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก
สาเหตุบางอย่างจากมดลูกหรือปากมดลูกอาจรบกวนการฝังตัวของไข่หรือเพิ่มความเสี่ยงการแท้งบุตร:
– การพบติ่งเนื้อ หรือเนื้องอกในมดลูกมักเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย ซึ่งอาจปิดกั้นท่อนำไข่หรือรบกวนการฝังตัวของไข่ อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงหลายคนที่มีเนื้องอกหรือติ่งเนื้อในมดลูกสามารถตั้งครรภ์ได้
– ปัญหาเกี่ยวกับมดลูกตั้งแต่แรกเกิด เช่น มดลูกมีรูปร่างผิดปกติ อาจทำให้เกิดปัญหาในการตั้งครรภ์หรือระหว่างตั้งครรภ์ได้
– การตีบของปากมดลูก อาจเกิดจากความผิดปกติที่เกิดจากพันธุกรรมหรือปากมดลูกได้รับความเสียหาย
– ปากมดลูกไม่สามารถผลิตเยื่อเมือกที่เหมาะสมเพื่อให้สเปิร์มเดินทางผ่านจากปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูกได้
– ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) อาจพบเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตนอกโพรงมดลูก เช่น รังไข่ ซึ่งสามารถทำให้รังไข่หรือท่อรังไข่เสียหาย ส่งผลต่อการมีลูกได้
การวินิจฉัยทำอย่างไร
“แพทย์จะทำการซักประวัติ และอาจพบว่าเมื่ออยู่ในช่วงวัยรุ่น ผู้หญิงเหล่านี้ไม่มีประจำเดือนเหมือนวัยรุ่นผู้หญิงทั่วไป ซึ่งแพทย์อาจจะตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อดูมดลูก และอาจสั่งตรวจวินิจฉัยด้วย MRI เพื่อสังเกตว่ามดลูกมีขนาดหรือรูปร่างผิดปกติหรือไม่
”
มดลูกผิดปกติทำให้มีบุตรยากได้หรือไม่?
การมีมดลูกผิดปกติอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีภาวะมีบุตรยากได้ มีสาเหตุต่างๆ มากมายที่ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้ ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

3. ตรวจเช็คคุณภาพของอสุจิ
การที่เพศชายอยู่ในช่วงภาวะเจริญพันธุ์และสามารถทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ มีหลายองค์ประกอบที่ซับซ้อน ดังนี้:
– ร่างกายต้องผลิตสเปิร์มที่แข็งแรง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของระบบสืบพันธุ์เพศชายในช่วงวัยรุ่น ลูกอัณฑะอย่างน้อยหนึ่งข้างต้องทำงานปกติ รวมถึงร่างกายจะต้องผลิตฮอร์โมนเพศชายและฮอร์โมนอื่นๆ ที่กระตุ้นและยังคงการผลิตสเปิร์ม
– สเปิร์มต้องถูกนำเข้าไปในน้ำอสุจิ เมื่อสเปิร์มถูกผลิตขึ้นในลูกอัณฑะ ท่อที่บอบบางจะนำพาสเปิร์มไปผสมกับน้ำอสุจิและหลั่งออกมาจากองคชาต
– จำนวนสเปิร์มต้องมีปริมาณที่เหมาะสม หากจำนวนสเปิร์มในน้ำอสุจิต่ำ จะลดโอกาสที่สเปิร์มตัวใดตัวหนึ่งจะเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ จำนวนสเปิร์มต่ำคือมีสเปิร์มน้อยกว่า 15 ล้านตัวต่อน้ำอสุจิ 1 มิลลิลิตร หรือน้อยกว่า 39 ล้านตัวต่อการหลั่ง 1 ครั้ง
– สเปิร์มจะต้องสามารถเคลื่อนไหวได้ดีและปฏิสนธิได้ หากการเคลื่อนไหวหรือการทำงานของสเปิร์มผิดปกติ สเปิร์มอาจไม่สามารถเข้าถึงไข่หรือเจาะไข่ได้
การตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ
การตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิคืออะไร?
การวิเคราะห์น้ำอสุจิ หรือที่เรียกว่าการนับจำนวนสเปิร์ม เป็นการวัดปริมาณและคุณภาพของน้ำอสุจิและตัวสเปิร์ม เพื่อค้นหาปัญหาการมีบุตรยากว่าเกิดจากน้ำอสุจิหรือสเปิร์มหรือไม่ นอกจากนี้ยังใช้ในการทดสอบเพื่อดูว่าการทำหมันประสบความสำเร็จหรือไม่
การวิเคราะห์น้ำอสุจิทำอย่างไร
แพทย์จะให้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำอสุจิ และต้องรีบตรวจก่อนที่สเปิร์มจะเริ่มตาย เพื่อผลการตรวจที่แม่นยำ แพทย์จึงมักให้เก็บตัวอย่างน้ำอสุจิโดยการช่วยตัวเองที่ึคลินิกหรือโรงพยาบาล และเก็บน้ำเชื้อในภาชนะที่ปลอดเชื้อ
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ:
– อย่าใช้สารหล่อลื่นหรือน้ำลายเพราะอาจเป็นอันตรายต่อสเปิร์ม
– ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เก็บน้ำอสุจิทั้งหมด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากเกิดความผิดพลาดเก็บได้บางส่วน
การเตรียมตัวสำหรับการตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ
ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางเพศทั้งหมดที่ทำให้สเปิร์มถูกหลั่งออกมาเป็นเวลา 2-7 วันก่อนที่จะเก็บตัวอย่าง เพราะจะช่วยให้มั่นใจว่าจำนวนสเปิร์มจะอยู่ในระดับสูงที่สุด
การวิเคราะห์น้ำอสุจิมีความเสี่ยงอะไรหรือไม่
ไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพใดๆ ในการวิเคราะห์น้ำอสุจิ
การตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิมีการเก็บข้อมูลอะไรบ้าง
เพศชายอาจเกิดจากปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสเปิร์ม ยกตัวอย่างเช่น
แพ็กเกจคัดกรอง
ปัญหาการมีบุตร
โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Hospital
3,900 – 7,100 บาท
Ref.
1. medlineplus.gov/primaryovarianinsufficiency
2. mayoclinic.org/diseases-conditions/
3. my.clevelandclinic.org/health/diseases/17963
4. my.clevelandclinic.org/health/diseases/17963
5. my.clevelandclinic.org/health/diseases/17738
6. mayoclinic.org/diseases-conditions/female-infertility/
7. mayoclinic.org/diseases-conditions/male-infertility/
8. medlineplus.gov/lab-tests/semen-analysis/
ข้อมูลโดย
ภญ. ปฐมา เทพชัยศรี
เภสัชกรคลินิก แผนกเภสัชกรรม
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
English
简体中文










BNH Annual Checkup Package ตรวจสุขภาพประจำปี ราคาพิเศษ โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช