
โรคกระดูกอ่อนในเด็ก หรือ Rickets เป็นภาวะที่กระดูกของเด็กอ่อนแอและผิดรูป
เกิดจากการขาดวิตามิน D ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับการพัฒนากระดูก
บทความนี้จะอธิบายสาเหตุ อาการที่พ่อแม่ควรสังเกต และวิธีป้องกันที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อให้เด็กมีสุขภาพกระดูกที่แข็งแรงและเติบโตอย่างสมบูรณ์
คำจำกัดความ:
โรคกระดูกอ่อน (Rickets) คือภาวะที่กระดูกของเด็กไม่แข็งแรง เนื่องจากการขาดวิตามิน D แคลเซียม หรือฟอสเฟต ส่งผลให้กระดูกอ่อน เปราะ และอาจผิดรูป
บทบาทของวิตามิน D:
- วิตามิน D ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสเฟต ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างกระดูก
กลุ่มเสี่ยง:
- เด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี
- เด็กที่ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ
- เด็กที่ขาดสารอาหารหรือมีปัญหาการดูดซึม
- เด็กที่มีผิวคล้ำหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีแสงแดดน้อย
สาเหตุของโรคกระดูกอ่อนจากการขาดวิตามิน D
การขาดวิตามิน D:
- รับประทานอาหารที่มีวิตามิน D น้อย เช่น ขาดนม ไข่ ปลาแซลมอน หรือปลาทู
- ขาดการสัมผัสแสงแดด ซึ่งเป็นแหล่งวิตามิน D ตามธรรมชาติ
ปัญหาการดูดซึมวิตามิน D:
- โรคทางเดินอาหาร เช่น โรค celiac หรือ inflammatory bowel disease
- การแพ้นมวัวหรือแพ้แลคโตส
ปัจจัยอื่น:
- การขาดแคลเซียมหรือฟอสเฟตในอาหาร
- โรคทางพันธุกรรมที่กระทบการเผาผลาญวิตามิน D เช่น Hypophosphatemic rickets
- การใช้ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก ซึ่งลดระดับวิตามิน D
อาการและสัญญาณเตือน
อาการทางกระดูก:
- ขาโก่ง (Bowlegs) หรือเข่าโก่ง (Knock-knees)
- กระดูกสันหลังคด (Scoliosis)
- กระโหลกศีรษะผิดรูป (เช่น หน้าผากนูน)
- กระดูกซี่โครงผิดปกติ (Rosary beads)
อาการทั่วไป:
- ปวดกระดูกหรือกล้ามเนื้อ
- อ่อนแรง เดินลำบาก หรือล่าช้าในการเดิน
- การเจริญเติบโตช้า (เตี้ยกว่าปกติ)
- ฟันขึ้นช้าหรือฟันผุง่าย
สัญญาณรุนแรง:
- กระดูกหักง่าย
- อาการชักจากระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ
- การติดเชื้อบ่อยเนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
การวินิจฉัยโรคกระดูกอ่อน
การตรวจร่างกาย:
- แพทย์ตรวจความผิดปกติของกระดูก เช่น ขาโก่งหรือกระดูกสันหลังคด
การตรวจในห้องปฏิบัติการ:
- ตรวจระดับวิตามิน D (25-hydroxyvitamin D) ในเลือด
- ตรวจระดับแคลเซียม ฟอสเฟต และ alkaline phosphatase
การถ่ายภาพรังสี:
- X-ray เพื่อดูความผิดปกติของกระดูก เช่น ความหนาแน่นกระดูกต่ำหรือกระดูกโค้ง
การประเมินประวัติ:
- สอบถามเกี่ยวกับอาหาร การสัมผัสแสงแดด และประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคกระดูก

วิธีการรักษา
การเสริมวิตามิน D:
- รับประทานวิตามิน D เสริมตามคำแนะนำแพทย์ (เช่น 1,000-2,000 IU ต่อวัน ขึ้นกับอายุและความรุนแรง)(ควรปรึกษาแพทย์)
- ระยะเวลาการรักษา 2-3 เดือน โดยติดตามผลด้วยการตรวจเลือด
การเสริมแคลเซียม:
- เพิ่มอาหารที่มีแคลเซียม เช่น นม โยเกิร์ต ชีส หรือผักใบเขียว
- อาจใช้แคลเซียมเสริมในกรณีที่ขาดรุนแรง
การปรับพฤติกรรม:
- เพิ่มการสัมผัสแสงแดดอย่างปลอดภัย (10-15 นาทีต่อวัน ในช่วงเช้าหรือบ่าย)
- ปรับอาหารให้มีวิตามิน D และแคลเซียมสูง
การรักษาโรคพื้นฐาน:
- จัดการโรคที่กระทบการดูดซึม เช่น โรค celiac หรือแพ้แลคโตส
- ปรับยาที่อาจรบกวนการดูดซึมวิตามิน D
วิธีป้องกันโรคกระดูกอ่อนในเด็ก
การเสริมวิตามิน D ตั้งแต่แรกเกิด:
- ทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่ควรได้รับวิตามิน D เสริม 400 IU ต่อวัน (ควรปรึกษาแพทย์)
- เด็กที่ดื่มนมผสมควรเลือกสูตรที่มีวิตามิน D
อาหารที่อุดมด้วยวิตามิน D และแคลเซียม:
- ปลาที่มีไขมัน (เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาซาร์ดีน)
- ไข่แดง นมเสริมวิตามิน D โยเกิร์ต
- ผักใบเขียว ถั่ว เต้าหู้ และเมล็ดธัญพืช
การสัมผัสแสงแดดอย่างเหมาะสม:
- ให้เด็กเล่นกลางแจ้งในช่วงเช้า (8.00-10.00) หรือบ่าย (15.00-17.00) วันละ 10-15 นาที
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดช่วงเที่ยงเพื่อป้องกันผิวไหม้
การตรวจสุขภาพเป็นประจำ:
- ตรวจระดับวิตามิน D ในเด็กที่มีความเสี่ยง เช่น เด็กในเมืองใหญ่ เด็กผิวคล้ำ หรือเด็กที่แพ้นม
การให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง:
- สอนพ่อแม่เกี่ยวกับความสำคัญของวิตามิน D และแหล่งอาหารที่เหมาะสม
- แนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมวิตามิน D ที่ปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย
เด็กทุกคนจำเป็นต้องกินวิตามิน D เสริมหรือไม่?
- ทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีแสงแดดน้อย ควรได้รับวิตามิน D เสริมตามคำแนะนำแพทย์
การขาดวิตามิน D สามารถแก้ไขได้หรือไม่?
- หากรักษาเร็ว อาการกระดูกอ่อนสามารถฟื้นฟูได้ แต่หากปล่อยไว้อาจทำให้กระดูกผิดรูปถาวร
อาหารเสริมวิตามิน D ปลอดภัยสำหรับเด็กหรือไม่?
- ปลอดภัยหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำแพทย์ หลีกเลี่ยงการให้เกินขนาด
แสงแดดเพียงพอสำหรับเด็กหรือไม่?
- ขึ้นกับสถานที่อยู่อาศัย สีผิว และฤดูกาล เด็กผิวคล้ำอาจต้องการแสงแดดมากกว่าหรือต้องเสริมวิตามิน D
สรุป
โรคกระดูกอ่อนในเด็กจากการขาดวิตามิน D เป็นภาวะที่ป้องกันได้ด้วยการดูแลโภชนาการ การสัมผัสแสงแดดอย่างเหมาะสม และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ การขาดวิตามิน D ไม่เพียงกระทบกระดูก แต่ยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพโดยรวมของเด็ก พ่อแม่ควรใส่ใจอาหารที่มีวิตามิน D และแคลเซียม รวมถึงปรึกษาแพทย์หากสงสัยว่าลูกมีอาการผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม การให้วิตามิน D เกินขนาด สามารถทำให้เกิดภาวะ hypercalcemia ได้
ควรให้ตามแพทย์แนะนำเท่านั้น
คำแนะนำ:
หากกังวลเกี่ยวกับภาวะขาดวิตามิน D ในเด็ก ควรปรึกษาแพทย์หรือใช้บริการ ตรวจระดับวิตามินในเลือด
เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- National Institute of Health (NIH): Vitamin D Deficiency and Rickets
- World Health Organization (WHO): Guidelines on Child Nutrition
- American Academy of Pediatrics: Vitamin D Supplementation for Infants and Children
English
简体中文




BNH Annual Checkup Package ตรวจสุขภาพประจำปี ราคาพิเศษ โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช