มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ที่กำลังคุกคามชีวิตคนไทยและประชากรทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

คุณรู้มั้ยว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่….. 

  • สามารถป้องกันได้ก่อนที่จะเกิด

  • อาจเริ่มต้นจากไม่มีอาการใดๆ แสดงให้เห็น

  • ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาได้หายขาด

คุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่ ?

อย่านิ่งนอนใจหากลำไส้ใหญ่ส่งสัญญาณเตือน
  • ท้องผูกสลับท้องเสีย
  • ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน
  • ปวดท้องเรื้อรัง
  • ร่างกายอ่อนแรง
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

และยิ่งควรต้องตรวจหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

  • ผู้มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจโดยการส่องกล้องทุก 3-5 ปี
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี
  • ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
  • มีน้ำหนักตัวเกิน หรือภาวะโรคอ้วน
  • บริโภคอาหารที่มีสารก่อมะเร็งเป็นประจำ จำพวกเนื้อแดง อาหารปิ้งย่าง

อย่าชะล่าใจ เข้ารับการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่แต่เนิ่นๆ

วิธีง่ายๆ ในการรักษาสุขภาพและอาจช่วยรักษาชีวิตคุณได้ 

ทำไมต้องตรวจคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของประชากรทั่วโลก ถ้าวินิจฉัยได้เร็วและได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก จากผลการเก็บสถิติ ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5ปี ถึง 90% แต่ถ้าเป็นระยะท้ายซึ่งมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ อัตรารอดชีวิตจะเหลือเพียง 10%

จากสถิติของโรงพยาบาลบีเอ็นเอช ผลการตรวจพบติ่งเนื้อ Positive ซึ่งมีโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็งที่สูงมากดังนี้

  • Polyp Positive (มีติ่งเนื้อซึ่งผลผิดปกติ)  ได้รับการตัดชิ้นเนื้อเป็นมะเร็ง [55.54%] เฉลี่ย ผิดปกติ 1 ราย จากการตรวจ 2 ราย
  • CA (เป็นมะเร็ง) ตรวจพบ [2.46%] เฉลีย พบมะเร็ง 1 ราย จากการตรวจ 41 ราย

ข้อมูลอ้างอิง

2018

2019

2020

2021

Total

จำนวนผู้ตรวจ

793

817

651

66

2,273

จำนวนผู้ได้รับการตัดติ่งเนื้อ

415

437

321

47

1,220

%ผู้ได้รับการตัดติ่งเนื้อ

52.33%

53.49%

57.22%

71.21%

55.54%

จำนวนค้นพบเป็นมะเร็ง

6

16

8

0

30

% การค้นพบมะเร็ง

1.45%

3.66%

2.49%

0.00%

2.46%


การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

การส่องกล้องสำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด สามารถตรวจดูลักษณะภายในของลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ทั้งหมด และอาจรวมถึงลำไส้เล็กส่วนปลายด้วย ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคของลำไส้ใหญ่ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถตัดชิ้นเนื้อที่ผิดปกติออกมาเพื่อทำการตรวจได้ รวมถึงการช่วยประเมินปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับลำไส้ใหญ่ และยังช่วยในการรักษาก้อนเนื้องอกแบบที่ไม่ใช่มะเร็งที่เติบโตขึ้นที่บริเวณผนังลำไส้ใหญ่
  • ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บและมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง
  • ตรวจแต่ละครั้งจะใช้เวลาเพียงประมาณ 20-30 นาที (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยาวของลำไส้ใหญ่ของแต่ละคน)
  • สามารถตัดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ได้ทันที โดยไม่ต้องผ่าตัด
  • สามารถตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ทันที 

 

การเตรียมตัวก่อนและหลังการตรวจ

  • ห้ามรับประทานอาหารและเครื่องดื่มใดๆ ทั้งสิ้นภายใน 8-10 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการส่องกล้อง
  • พยาบาลจะให้จิบยาระบายเป็นระยะๆ ให้หมดภายใน 2 ชั่วโมง เพื่อทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ก่อนรับการตรวจ
  • ก่อนตรวจแพทย์จะให้ยาเพื่อช่วยให้หลับหรือให้รู้สึกผ่อนคลาย ดังนั้นระหว่างการส่องตรวจผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บปวด ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดมวนท้องหรือท้องอืดได้ ซึ่งเป็นอาการปกติเนื่องจากมีอากาศไหลผ่านเข้าไปทางทวารหนักในระหว่างการสอดกล้อง
  • หากพบความผิดปกติในลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก แพทย์จะทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ตรวจวัดระยะอาการและแสดงตำแหน่งของเซลล์มะเร็งและการแพร่กระจาย เพื่อวางแผนกำหนดวิธีการรักษาในลำดับถัดไป
  • หลังการตรวจ ผู้ป่วยต้องนอนพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 2 ชั่วโมงและรับประทานอาหารได้ตามปกติ
* การเตรียมตัวก่อนตรวจในแต่ละบุคคลอาจมีความแตกต่างกันในรายละเอียดเพื่อให้การตรวจและวินิจฉัยสมบูรณ์และเหมาะสม

 

ตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่รักษามะเร็งลำไส้ได้จริงหรือ?

      การตรวจอย่างละเอียดด้วยการส่องกล้องตรวจภายในลำไส้ใหญ่ ช่วยคัดกรองความผิดปกติที่เกิดขึ้นในลำไส้ได้อย่างแม่นยำ หากตรวจพบก้อนเนื้อร้ายได้เร็วจะสามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที ประหยัดค่าใช้จ่าย และไม่ต้องทรมานกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด คนไข้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่จึงถือเป็นวิธีการที่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างได้ผล
หากพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะมีวิธีการรักษาได้อย่างไรบ้าง?
    มะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกเริ่มสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องหรือการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) ซึ่งใช้กับผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งขนาดเล็กและยังไม่กระจายไปยังตำแหน่งอื่น ข้อดีคือแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กแค่ประมาณ 1 เซนติเมตร ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยลงและใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน   ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะที่โรคลุกลามไปแล้ว การรักษาก็จำเป็นต้องใช้การให้ยาเคมีบำบัดและการฉายแสงร่วมกับการผ่าตัดควบคู่กันไป
วิธีการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
      เป็นการยากที่จะกำจัดและป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 100% ดังนั้น การส่องกล้องเพื่อตรวจหามะเร็งลำไส้ตั้งแต่ต้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น ยิ่งกว่านั้น การดูแลตัวเอง รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากโดยเฉพาะผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของโรคมะเร็งได้

 

รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าชะล่าใจ เพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่ รู้เร็วรักษาได้

 

โปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ราคาพิเศษ

ข้อมูลอ้างอิง

2018

2019

2020

2021

Total

จำนวนผู้ตรวจ

793

817

651

66

2,273

จำนวนผู้ได้รับการตัดติ่งเนื้อ

415

437

321

47

1,220

%ผู้ได้รับการตัดติ่งเนื้อ

52.33%

53.49%

57.22%

71.21%

55.54%

จำนวนค้นพบเป็นมะเร็ง

6

16

8

0

30

% การค้นพบมะเร็ง

1.45%

3.66%

2.49%

0.00%

2.46%

ระยะเวลา                วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564

เงื่อนไขการใช้บริการ

* การเข้ารับการตรวจในโปรแกรมอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้น
* ราคาเฉพาะค่าใช้จ่ายในการส่องกล้องทางเดินอาหาร ไม่รวมค่าวินิจฉัยก่อนการส่องกล้อง
* มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางและค่าตรวจชิ้นเนื้อ ในกรณีที่จำเป็นต้องส่งตรวจเพิ่มเติม
* ราคารวมค่าห้องส่องกล้อง ค่าห้องพักฟื้น ค่าเวชภัณฑ์ ค่ายาที่ใช้ในการผ่าตัด ค่าทีมแพทย์ทำหัตถการ
* โรงพยาบาลขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคาโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า

Frequently Asked Questions
Q :  หากต้องการตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ต้องทำอย่างไรบ้าง
A :  โรงพยาบาลบีเอ็นเอชมีแพ็กเกจส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ราคาพิเศษ โดยสามารถเลือกตรวจส่องกล้องทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้หรือเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งได้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ที่ศูนย์ทางเดินอาหาร หรือทำนัดปรึกษาพยาบาลเฉพาะทางผ่านระบบ Teleconsultation ของ BNH เพื่อสอบถามรายละเอียด รวมถึงคำแนะนำการเข้ารับบริการตั้งแต่พบแพทย์จนถึงการผ่าตัดและหลังการผ่าตัด
 
Q : แพทย์ส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้มีท่านใดบ้าง และออกตรวจในวันและเวลาใดบ้าง
A : แพทย์ทุกท่านที่ศูนย์ทางเดินอาหารของโรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญด้านการส่องกล้อง ท่านจึงสามารถเลือกทำนัดแพทย์ตามเวลาที่ท่านสะดวกได้
ท่านสามารถนัดหมายหรือตรวจสอบคิวแพทย์ได้ที่ Line@BNHhospital  และดูตารางออกตรวจแพทย์ได้ที่ https://www.bnhhospital.com/th/medical-service/digestive-care-centre/
 
Q : แพ็กเกจส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วหรือไม่
A :  ราคาเฉพาะค่าใช้จ่ายในการส่องกล้องทางเดินอาหาร ไม่รวมค่าวินิจฉัยก่อนการส่องกล้อง
ก่อนเข้าส่องกล้อง คนไข้จะต้องเข้ารับการตรวจประเมินจากแพทย์ก่อน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ค่าตรวจวินิจฉัยเพื่อส่องกล้อง ทั้งนี้หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยสามารถแพ็กเกจได้จะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับการส่องกล้อง
มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการตรวจชิ้นเนื้อ ในกรณีที่จำเป็นต้องส่งตรวจเพิ่มเติม
ราคารวมค่าห้องส่องกล้อง ค่าห้องพักฟื้น ค่าเวชภัณฑ์ ค่ายาที่ใช้ในการผ่าตัด ค่าทีมแพทย์ทำหัตถการ
 
Q : ในการส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่หากตรวจพบชื้นเนื้อจะทำอย่างไร
A : ในระหว่างการส่องกล้อง หากแพทย์พบความผิดปกติหรือพบชิ้นเนื้อ จะทำการตัดชิ้นเนื้อออกมา และส่งตรวจหาความเสี่ยงมะเร็งต่อไป (กรณีตรวจพบชื้นเนื้อ และมีการส่งตรวจหาความเสี่ยงมะเร็ง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะไม่รวมอยู่ในแพ็กเกจ)
 
Q :  หากพบติ่งเนื้อและตัดออกได้ จะรักษามะเร็งลำไส้ได้ไหม?
A :  การตรวจอย่างละเอียดด้วยการส่องกล้องตรวจภายในลำไส้ใหญ่ ช่วยคัดกรองความผิดปกติที่เกิดขึ้นในลำไส้ได้อย่างแม่นยำ หากตรวจพบก้อนเนื้อร้ายได้เร็วจะสามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที ในบางเคส แพทย์สามารถตัดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ได้ทันที ประหยัดค่าใช้จ่าย และไม่ต้องทรมานกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด คนไข้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่จึงถือเป็นวิธีการที่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างได้ผล
 
Q : หากมีผลตรวจจากโรงพยาบาลอื่นควรทำอย่างไรบ้าง
A : หากมีผลตรวจจากโรงพยาบาลอื่น สามารถนำผลตรวจทั้งหมดมาประกอบพิจารณาการส่องกล้องเพิ่มเติมได้เลย หากแพทย์พิจารณาจากผลเดิมได้ ผู้ป่วยอาจไม่ต้องตรวจรายการอื่นและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก่อนส่องกล้อง
 
Q : พบแพทย์แล้วสามารถส่องกล้องได้เลยหรือไม่
A : ในกรณีฉุกเฉิน หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยต้องเข้ารับการส่องกล้อง สามารถส่องกล้องได้เลย ส่วนในกรณีไม่ฉุกเฉินแพทย์จะนัดหมายอีกครั้ง(ทั้งนี้อยู่ที่ความสะดวกของผู้ป่วยและคิวแพทย์ผ่าตัดด้วย)
 
Q : หากมีประกัน สามารถใช้ร่วมกับแพ็กเกจนี้ได้หรือไม่
A : การตรวจคัดกรองและแพ็กเกจตรวจสุขภาพ ไม่สามารถใช้เบิกประกันได้ ทั้งนี้อยู่ที่ดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก
 
Q : การตรวจส่องกล้องมีขั้นตอนอย่างไร
A : การส่องกล้องกระเพาะอาหาร แพทย์จะใช้กล้องเอ็นโดสโคป (Eendoscope) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก สามารถยืดหยุ่นโค้งงอได้ มีเลนส์กล้อง และแสงไฟที่ปลายท่อ สอดเข้าไปทางปากผ่านทางหลอดอาหารลงไปยังกระเพาะอาหาร ทำให้เห็นความผิดปกติที่เกิดในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น โดยจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 15 นาทีหากเป็นการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ แพทย์จะใช้กล้องสอดเข้าไปทางรูทวารหนักเพื่อดูความผิดปกติที่เกิดในลำไส้ใหญ่ และลำไส้เล็กส่วนปลาย โดยจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที
 
Q : ใช้ระยะเวลาในการส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้เท่าใด
A : ใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที (ขึ้นอยู่กับความยาวของลำไส้แต่ละบุคคลและปัจจัยร่วมอื่นๆ)
 
Q : ส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ต้องใช้ยาสลบหรือไม่
A : แพคเกจส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ แพทย์จะใช้วางยาสลบให้ผู้ป่วย เพื่อการส่องกล้องที่ง่ายและไม่ให้ผู้ป่วยตื่นกลัวหรือเจ็บปวด
 
Q : หากกังวล หรือมีอาการที่สงสัยจะเป็นโรคระบบทางเดินอาหารแล้วอยากส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ แพทย์จะทำการส่องกล้องให้เลยได้หรือไม่
A : แนะนำผู้ป่วยเข้าพบแพทย์เพื่อพิจารณาการส่องกล้อง เนื่องจากแพทย์จะต้องทำการซักประวัติและอาการ และจะวินิจฉัยการรักษาหรือส่องกล้องต่อไป
 
Q : ส่องกล้องกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เจ็บหรือไม่
A : การส่องกล้องตรวจผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บ เพราะมีการให้ยานอนหลับ และมีความปลอดภัยสูง หากตรวจพบติ่งเนื้อ หรือเนื้องอก แพทย์สามารถทำการรักษาได้ทันที หรือสงสัยว่าอาจมีเนื้อร้ายสามารถตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อตรวจเพิ่มเติมได้
 
Q : การเตรียมตัวส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้
A : การเตรียมตัวส่องกล้องกระเพาะอาหารผู้ป่วยต้องงดน้ำงดอาหาร 6-8 ชั่วโมง ส่วนการเตรียมตัวก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ควรงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง และรับประทานยาระบายก่อนตรวจ
กรณีที่ผู้ป่วยทานยากลุ่มละลายลิ่มเลือด การแข็งตัวของเม็ดเลือด แนะนำให้งดก่อนส่องกล้อง 5-7 วัน หรือเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายก่อนส่องกล้อง
 
Q : หลังส่องกล้องจะมีอาการอย่างไร จำเป็นต้องนอนค้างที่โรงพยาบาลหรือไม่
A : หลังส่องกล้องอาจมีอาการง่วงซึมจากยา แพทย์จะให้นอนพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการ หากไม่มีอาการใด ๆ จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่จะไม่แนะนำให้ขับรถเอง
 
Q: ถ้าไม่อยากส่องกล้องตรวจ มีวิธีอื่นหรือไม่
A: กรณีที่แพทย์ประเมินแล้วพบว่า ผู้ป่วยไม่สามารถทำการส่องกล้องได้ สามารถทำการตรวจด้วยวิธี CT colonography หรือ ตรวจหาเม็ดเลือดแดงแฝงในอุจจาระ ทั้งนี้ขึ้นอยุ่กับดุลยพินิจของแพทย์
 
ท่านสามารถ Add LINE @BNHhospital เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายผู้เชี่ยวชาญ หรือติดต่อ ศูนย์ทางเดินอาหาร โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ชั้น 3
 
Click ทำแบบประเมินความเสี่ยงมะเร็งลำไส้