ของเล่นพลาสติกนิ่ม ๆ ขวดน้ำ ภาชนะใส่อาหาร หรือของใช้รอบตัวลูก อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่สงสัยว่า “พลาสติกแบบไหนปลอดภัย?” และสารที่มักถูกพูดถึงอย่าง Phthalates คืออะไร จำเป็นต้องกังวลมากแค่ไหน?
Phthalates เป็นกลุ่มสารเคมีที่ถูกนำมาใช้เป็นสารเพิ่มความยืดหยุ่น หรือ Plasticizer โดยเฉพาะในพลาสติกบางประเภท เช่น PVC หรือ Vinyl เพื่อทำให้วัสดุนิ่ม ยืดหยุ่น และไม่เปราะง่าย สารกลุ่มนี้สามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น พลาสติกบางชนิด ของเล่น วัสดุสัมผัสอาหาร กาว สารเคลือบ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ
ประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ Phthalates บางชนิดสามารถมีคุณสมบัติรบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมน จึงถูกศึกษาในกลุ่ม Endocrine-Disrupting Chemicals หรือสารรบกวนฮอร์โมน อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ไม่ได้หมายความว่าพลาสติกทุกชนิดมี Phthalates หรือของใช้พลาสติกทุกชิ้นเป็นอันตราย ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับชนิดสาร วัสดุ ปริมาณการสัมผัส อายุของเด็ก และรูปแบบการใช้งาน
Phthalates คืออะไร?
Phthalates คือกลุ่มสารเคมีที่มักใช้เป็นสารเพิ่มความยืดหยุ่นในพลาสติก โดยเฉพาะ PVC หรือ Vinyl เพื่อทำให้วัสดุนิ่มและยืดหยุ่นขึ้น
Phthalates ไม่ใช่สารชนิดเดียว แต่เป็นสารเคมีหลายชนิดในกลุ่มเดียวกัน เช่น
- DEHP
- DINP
- DBP
- BBP
- DIDP
- DCHP
แต่ละชนิดมีคุณสมบัติ การใช้งาน และข้อมูลด้านความปลอดภัยแตกต่างกัน จึงไม่ควรเหมารวมว่า Phthalates ทุกชนิดมีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน
สารรบกวนฮอร์โมน หรือ EDC คืออะไร?
EDC ย่อมาจาก Endocrine-Disrupting Chemicals
หมายถึงสารจากภายนอกร่างกายที่สามารถเข้าไปแทรกแซงหรือรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุมการทำงานของฮอร์โมน
สารบางชนิดอาจ
- เลียนแบบการทำงานของฮอร์โมน
- ขัดขวางการจับของฮอร์โมนกับตัวรับ
- เปลี่ยนการสร้างหรือการสลายฮอร์โมน
- รบกวนสัญญาณของระบบต่อมไร้ท่อ
สารที่ถูกศึกษาในบริบทนี้มีหลายกลุ่ม เช่น Phthalates, Bisphenol A หรือ BPA และสารเคมีสิ่งแวดล้อมชนิดอื่น
สิ่งสำคัญคือคำว่า “สารรบกวนฮอร์โมน” ไม่ได้แปลว่าการสัมผัสเพียงครั้งเดียวจะทำให้ฮอร์โมนผิดปกติทันที ความเสี่ยงจริงต้องพิจารณาทั้งชนิดสาร ระดับและระยะเวลาการสัมผัส รวมถึงช่วงวัยที่ได้รับสาร
Phthalates พบได้ที่ไหนบ้าง?
Phthalates ถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความนิ่มหรือยืดหยุ่นของพลาสติก
อาจพบได้ใน
- ผลิตภัณฑ์จาก PVC หรือ Vinyl บางชนิด
- ของเล่นพลาสติกนิ่มบางประเภท
- สายหรือวัสดุพลาสติกยืดหยุ่น
- กาวและสารเคลือบบางชนิด
- ผลิตภัณฑ์ Personal Care บางประเภท
- วัสดุสัมผัสอาหารบางชนิด
- วัสดุทางการแพทย์บางประเภท
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่ขายในปัจจุบันจำนวนมากมีการปรับสูตรหรือควบคุมการใช้ Phthalates บางชนิดแล้ว จึงไม่ควรเหมารวมว่าสินค้าทุกประเภทจะมีสารกลุ่มนี้
ทำไมเด็กจึงเป็นกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญ?
เด็กมีรูปแบบการสัมผัสสิ่งแวดล้อมแตกต่างจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มัก
- หยิบของเข้าปาก
- กัดหรืออมของเล่น
- คลานและสัมผัสพื้น
- สัมผัสฝุ่นในบ้าน
- ใช้ของเล่นและภาชนะที่มีวัสดุหลายประเภท
น้ำหนักตัวของเด็กยังต่ำกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นเมื่อพิจารณาปริมาณสารสัมผัสต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว การได้รับสารในบางสถานการณ์อาจมีความสำคัญมากขึ้น
Phthalates ส่งผลต่อฮอร์โมนเด็กจริงไหม?
Phthalates บางชนิดมีคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ และมีงานวิจัยจำนวนมากศึกษาความสัมพันธ์กับระบบสืบพันธุ์ การเจริญเติบโต และช่วงเวลาการเข้าสู่วัยรุ่น
แต่ข้อมูลในมนุษย์ยังมีความซับซ้อน และผลการศึกษายังไม่สม่ำเสมอทั้งหมด
ดังนั้นคำที่เหมาะสมกว่าคือ
Phthalates บางชนิดเป็นสารที่มีศักยภาพรบกวนระบบฮอร์โมน และกำลังถูกศึกษาเรื่องผลต่อพัฒนาการและช่วงเวลาการเข้าสู่วัยรุ่น
ไม่ควรสรุปว่า
“สัมผัส Phthalates แล้วจะเป็นสาวหรือเป็นหนุ่มก่อนวัยแน่นอน”
Phthalates ในของเล่นเด็ก ต้องระวังอะไร?
ของเล่นพลาสติกนิ่มเป็นหนึ่งในแหล่งที่พ่อแม่มักกังวล เพราะเด็กเล็กอาจกัด อม หรือเอาของเล่นเข้าปาก
สิ่งที่พ่อแม่ทำได้ง่ายที่สุดคือ
- เลือกของเล่นจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ
- เลือกสินค้าที่มีมาตรฐานความปลอดภัย
- ตรวจฉลากและคำแนะนำตามช่วงอายุ
- หลีกเลี่ยงของเล่นพลาสติกนิ่มที่ไม่ระบุแหล่งผลิตหรือมาตรฐาน
- ไม่ใช้ของเล่นที่แตก เปื่อย เหนียว หรือเสื่อมสภาพแล้ว
- ล้างมือเด็กหลังเล่นของเล่นและก่อนรับประทานอาหาร
ไม่จำเป็นต้องทิ้งของเล่นพลาสติกทั้งหมด แต่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเด็กและใช้งานตามวัตถุประสงค์ของผู้ผลิต
ของเล่นที่เขียนว่า Phthalate-Free ดีกว่าไหม?
คำว่า Phthalate-Free หมายถึงผลิตภัณฑ์นั้นถูกผลิตโดยหลีกเลี่ยง Phthalates ตามเกณฑ์หรือคำกล่าวอ้างของผู้ผลิต
สำหรับของเล่นหรือผลิตภัณฑ์ที่เด็กต้องอม กัด หรือสัมผัสเป็นเวลานาน การเลือกสินค้าที่ระบุ Phthalate-Free จากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือสามารถเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดการสัมผัส
แต่ไม่ควรดูเพียงคำว่า Phthalate-Free อย่างเดียว
ยังควรพิจารณา
- มาตรฐานความปลอดภัย
- อายุที่เหมาะสม
- การใช้งาน
- สภาพของผลิตภัณฑ์
- แหล่งผลิตและผู้จัดจำหน่าย
ภาชนะอาหารแบบไหนควรเลือกสำหรับเด็ก?
หลักง่าย ๆ คือเลือกภาชนะที่ ผลิตมาเพื่อสัมผัสอาหารโดยเฉพาะ และใช้งานตามคำแนะนำของผู้ผลิต
สำหรับอาหารหรือเครื่องดื่มร้อน สามารถพิจารณาวัสดุที่ไม่ใช่พลาสติก เช่น
- แก้ว
- สแตนเลส
- เซรามิกหรือพอร์ซเลนที่เหมาะสำหรับอาหาร
ส่วนภาชนะพลาสติก หากต้องการใช้ ก็ควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับอาหารและเหมาะกับอุณหภูมิที่ใช้งาน
ภาชนะพลาสติกใส่อาหารร้อนปลอดภัยไหม?
คำตอบไม่ได้ขึ้นกับคำว่า “พลาสติก” เพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ควรพิจารณาคือ
- เป็นพลาสติกชนิดใด
- ผลิตมาเพื่อสัมผัสอาหารหรือไม่
- รองรับความร้อนหรือไม่
- ผู้ผลิตอนุญาตให้เข้าไมโครเวฟหรือไม่
- ภาชนะมีการเสื่อมสภาพหรือไม่
จึงไม่ควรนำภาชนะพลาสติกที่ไม่ได้ออกแบบสำหรับความร้อนไปใส่อาหารร้อนหรือใช้ในไมโครเวฟ
หากไม่แน่ใจ การย้ายอาหารไปใส่ภาชนะแก้วหรือเซรามิกก่อนอุ่นเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย
BPA กับ Phthalates เหมือนกันหรือไม่?
ไม่เหมือนกัน
BPA หรือ Bisphenol A และ Phthalates เป็นสารเคมีคนละกลุ่ม
แม้ทั้งสองมักถูกพูดถึงในบริบทของพลาสติกและสารรบกวนฮอร์โมน แต่มีการใช้งานและคุณสมบัติแตกต่างกัน
Phthalates มักถูกใช้เป็น Plasticizer เพื่อเพิ่มความนิ่มและความยืดหยุ่นให้กับพลาสติกบางประเภท เช่น PVC
BPA เคยถูกใช้ในการผลิตพลาสติก Polycarbonate และวัสดุ Epoxy บางประเภท
ดังนั้น
BPA-Free ไม่ได้แปลว่า Phthalate-Free
และ
Phthalate-Free ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีสารเคมีชนิดอื่นทั้งหมด
การอ่านฉลากและเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับประเภทการใช้งานจึงสำคัญกว่าเลือกจากคำโฆษณาเพียงคำเดียว
ต้องเลิกใช้พลาสติกทั้งหมดไหม?
ไม่จำเป็น
เป้าหมายไม่ใช่การสร้างความกลัวต่อพลาสติกทุกชนิด แต่คือ ลดการสัมผัสที่ไม่จำเป็นและใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม
พ่อแม่สามารถเริ่มจากพฤติกรรมที่ทำได้จริง เช่น
- เลือกผลิตภัณฑ์เด็กที่ได้มาตรฐาน
- ไม่ใช้ของเล่นพลาสติกเสื่อมสภาพ
- หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบแหล่งผลิต
- ไม่ใช้ภาชนะพลาสติกผิดประเภท
- หลีกเลี่ยงการให้ความร้อนกับพลาสติกที่ไม่ได้ออกแบบสำหรับความร้อน
- ใช้แก้วหรือสแตนเลสกับอาหารร้อนเมื่อสะดวก
- ล้างมือเด็กเป็นประจำ
- ลดฝุ่นสะสมในบ้าน
การลดการสัมผัสแบบค่อยเป็นค่อยไปมีความเป็นจริงมากกว่าการพยายามทำบ้านให้ “ปลอดสารเคมี 100%”
เลือกของเล่นและภาชนะอาหารอย่างไรให้ลดการสัมผัส Phthalates?
| สิ่งที่เลือก | สิ่งที่ควรพิจารณา |
|---|---|
| ของเล่นเด็ก | เลือกสินค้ามีมาตรฐาน ระบุผู้ผลิตและช่วงอายุชัดเจน |
| ของเล่นพลาสติกนิ่ม | พิจารณาฉลาก Phthalate-Free โดยเฉพาะของที่เด็กนำเข้าปาก |
| จุกนม / ขวดนม | เลือกผลิตภัณฑ์สำหรับทารกจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือและทำตามวิธีใช้ |
| ภาชนะใส่อาหาร | ใช้ผลิตภัณฑ์ Food Contact ที่เหมาะกับอุณหภูมิ |
| อาหารร้อน | พิจารณาแก้ว สแตนเลส หรือเซรามิก |
| ไมโครเวฟ | ใช้เฉพาะภาชนะที่ผู้ผลิตระบุว่าสามารถเข้าไมโครเวฟได้ |
| พลาสติกเก่า | เปลี่ยนเมื่อแตก บิดงอ เหนียว หรือเสื่อมสภาพ |
สารตกค้างจากผักผลไม้เกี่ยวกับ EDC ไหม?
สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดได้รับการศึกษาในเรื่องคุณสมบัติที่อาจรบกวนระบบต่อมไร้ท่อเช่นกัน
แต่ไม่ควรตีความว่า “กินผักผลไม้แล้วได้รับสารรบกวนฮอร์โมน จึงควรหลีกเลี่ยง”
ประโยชน์ทางโภชนาการของผักและผลไม้ยังมีความสำคัญต่อเด็ก
วิธีที่เหมาะสมกว่าคือ
- ล้างผักและผลไม้ก่อนรับประทาน
- เลือกอาหารหลากหลาย
- ปอกเปลือกในชนิดที่เหมาะสม
- เลือกแหล่งอาหารที่เชื่อถือได้
แทนการตัดผักและผลไม้ออกจากอาหารของเด็ก
แล้วหน้าจอก่อนนอนเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนอย่างไร?
ประเด็นหน้าจอใน The Check-Up เป็นอีกกลไกหนึ่ง และ ไม่ใช่ Endocrine-Disrupting Chemical แบบ Phthalates
หน้าจอมือถือ แท็บเล็ต และทีวีสามารถส่งผลต่อการนอนผ่านแสงและการกระตุ้นจากกิจกรรมก่อนเข้านอน
แสงในช่วงเย็นสามารถรบกวนการหลั่ง Melatonin ซึ่งมีบทบาทในระบบนาฬิกาชีวภาพและการเตรียมร่างกายเข้าสู่การนอน
เมื่อนอนดึก หลับไม่เพียงพอ หรือคุณภาพการนอนไม่ดี ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพและการเจริญเติบโตโดยรวมของเด็ก
ดังนั้น Phthalates กับหน้าจอจึงมีสิ่งที่เหมือนกันเพียงว่า ทั้งสองเป็นปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ควรจัดการอย่างเหมาะสม
Phthalates → การสัมผัสสารเคมีและระบบฮอร์โมน
หน้าจอก่อนนอน → แสงและพฤติกรรม → Melatonin → การนอน
ต้องงดหน้าจอก่อนนอนกี่ชั่วโมง?
แทนที่จะยึดตัวเลขแบบตายตัวสำหรับเด็กทุกคน สิ่งสำคัญคือสร้างกิจวัตรก่อนนอนที่ลดการกระตุ้นจากหน้าจอ
ตัวอย่างเช่น
- หยุดเล่นเกมก่อนนอน
- ลดมือถือหรือแท็บเล็ตช่วงก่อนเข้านอน
- ไม่วางทีวีไว้ในห้องนอนเด็ก
- ปรับแสงในห้องให้นุ่มลง
- กำหนดเวลานอนให้สม่ำเสมอ
- ใช้กิจกรรมสงบ เช่น อ่านหนังสือ ก่อนนอน
ใน The Check-Up คุณหมอเสนอการลดหน้าจอก่อนนอนประมาณ 2 ชั่วโมงเป็นแนวทางเชิงพฤติกรรม ซึ่งสามารถนำไปปรับตามบริบทของแต่ละครอบครัวได้
ถ้าสงสัยว่าลูกได้รับสารรบกวนฮอร์โมน ต้องตรวจเลือดไหม?
โดยทั่วไปไม่มีการตรวจเลือด Routine เพื่อค้นหา “สารรบกวนฮอร์โมนทุกชนิด” ในเด็กทั่วไป
สิ่งสำคัญกว่าคือสังเกต ผลต่อสุขภาพหรือการเจริญเติบโต
ควรปรึกษากุมารแพทย์หากพบว่า
- เด็กหญิงเริ่มมีหน้าอกก่อนอายุ 8 ปี
- เด็กชายมีการเปลี่ยนแปลงทางเพศก่อนอายุ 9 ปี
- ส่วนสูงพุ่งเร็วผิดจากแนวเดิม
- การเจริญเติบโตช้าลงผิดปกติ
- มีประจำเดือนเร็วผิดปกติ
- มีอาการที่สงสัยความผิดปกติทางฮอร์โมน
- มีปัญหาการนอนต่อเนื่อง
- พฤติกรรมการนอนเริ่มกระทบชีวิตประจำวัน
แพทย์จะประเมินจากประวัติ Growth Chart การตรวจร่างกาย และอาจตรวจ Bone Age หรือฮอร์โมนเพิ่มเติมเมื่อมีข้อบ่งชี้
7 วิธีลดการสัมผัสสารจากพลาสติกในชีวิตประจำวัน
1. เลือกของเล่นให้ได้มาตรฐาน
หลีกเลี่ยงของเล่นที่ไม่ทราบผู้ผลิต ไม่มีฉลาก หรือวัสดุเสื่อมสภาพง่าย
2. ของที่เข้าปากต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
เช่น จุกนม ของเล่นกัดเล่น และอุปกรณ์สำหรับทารก ควรเลือกจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้และใช้ตามช่วงอายุที่ระบุ
3. ไม่ใช้ภาชนะพลาสติกผิดประเภท
ไม่ควรนำกล่องที่ไม่ได้ออกแบบสำหรับอาหารหรือความร้อนมาใส่อาหารร้อน
4. ลดการให้ความร้อนกับพลาสติกโดยไม่จำเป็น
หากไม่แน่ใจว่าภาชนะรองรับไมโครเวฟหรือไม่ ให้ย้ายอาหารไปใส่แก้วหรือเซรามิกก่อน
5. เปลี่ยนของที่เสื่อมสภาพ
พลาสติกที่แตก เป็นรอยมาก บิดงอ หรือเหนียวผิดปกติควรเปลี่ยน
6. ล้างมือและลดฝุ่นในบ้าน
สารเคมีจากผลิตภัณฑ์หลายชนิดสามารถสะสมในฝุ่นได้ การทำความสะอาดและล้างมือจึงช่วยลดการสัมผัสโดยไม่จำเป็น
7. อย่าให้ความกังวลกลายเป็นความกลัว
การลด Exposure ไม่จำเป็นต้องทำให้เด็กใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ “ปลอดพลาสติก 100%”
เป้าหมายคือ ลดการสัมผัสที่ป้องกันได้ โดยไม่สร้างภาระหรือความวิตกกังวลเกินจำเป็น
สรุป: Phthalates ควรรู้จัก แต่ไม่จำเป็นต้องกลัวพลาสติกทุกชนิด
หากถามว่า Phthalates คืออะไร
คำตอบคือ Phthalates เป็นกลุ่มสารเคมีที่ถูกใช้เพื่อเพิ่มความนิ่มและความยืดหยุ่นให้กับพลาสติกบางประเภท โดยเฉพาะ PVC และสารบางชนิดในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติที่ได้รับการศึกษาในฐานะ สารรบกวนฮอร์โมน
เด็กเป็นกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญ เพราะมีพฤติกรรมการสัมผัสสิ่งแวดล้อมแตกต่างจากผู้ใหญ่ เช่น การกัดหรืออมของเล่น และการสัมผัสพื้นหรือฝุ่น
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่า
“พลาสติกทุกชนิดอันตราย”
หรือ
“สัมผัส Phthalates แล้วฮอร์โมนผิดปกติทันที”
สิ่งที่พ่อแม่ทำได้คือเลือกของเล่นและภาชนะจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ใช้ผลิตภัณฑ์ให้ถูกประเภท หลีกเลี่ยงการให้ความร้อนกับพลาสติกที่ไม่ได้ออกแบบสำหรับความร้อน และเลือกแก้วหรือสแตนเลสในสถานการณ์ที่เหมาะสม
เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมของเด็กไม่จำเป็นต้องเกิดจากความกลัว แต่ควรเกิดจาก การรู้ว่าอะไรลดได้ แล้วลดอย่างเหมาะสม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Phthalates และสารรบกวนฮอร์โมน
Phthalates คืออะไร?
Phthalates คือกลุ่มสารเคมีที่มักใช้เป็น Plasticizer เพื่อเพิ่มความนิ่มและความยืดหยุ่นให้กับพลาสติกบางชนิด โดยเฉพาะ PVC หรือ Vinyl และ Phthalates บางชนิดได้รับการศึกษาเรื่องการรบกวนระบบฮอร์โมน
Phthalates พบในของเล่นเด็กไหม?
สามารถพบได้ในพลาสติกนิ่มบางประเภท แต่หลายประเทศมีการจำกัด Phthalates บางชนิดในของเล่นและผลิตภัณฑ์เด็กแล้ว การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและมีแหล่งผลิตชัดเจนช่วยลดความเสี่ยงได้
Phthalate-Free หมายความว่าปลอดภัย 100% หรือไม่?
ไม่จำเป็น คำว่า Phthalate-Free หมายถึงหลีกเลี่ยงสารกลุ่ม Phthalates ตามมาตรฐานหรือคำกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์ แต่ยังต้องพิจารณามาตรฐาน วัสดุอื่น และวิธีใช้งานร่วมด้วย
BPA-Free กับ Phthalate-Free เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกัน BPA และ Phthalates เป็นสารคนละกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่า BPA-Free จึงไม่ได้หมายความว่า Phthalate-Free โดยอัตโนมัติ
ภาชนะอาหารแบบไหนเหมาะกับอาหารร้อน?
สามารถเลือกแก้ว สแตนเลส หรือเซรามิกที่เหมาะสำหรับอาหาร ส่วนภาชนะพลาสติกควรใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบสำหรับอาหารและรองรับอุณหภูมิที่ต้องการ
Phthalates ทำให้เด็กเป็นสาวก่อนวัยจริงไหม?
มีงานวิจัยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสารรบกวนฮอร์โมนบางชนิด รวมถึง Phthalates กับช่วงเวลาการเข้าสู่วัยรุ่น แต่หลักฐานในมนุษย์ยังไม่สม่ำเสมอเพียงพอที่จะสรุปว่า Phthalates เป็นสาเหตุโดยตรงของภาวะเป็นสาวก่อนวัยในเด็กทุกคน
ต้องตรวจ Phthalates ในเลือดของลูกไหม?
โดยทั่วไปไม่ได้มีการตรวจ Phthalates เป็น Routine ในเด็กทั่วไป หากเด็กมีปัญหาการเจริญเติบโตหรือเข้าสู่วัยรุ่นผิดปกติ ควรให้แพทย์ประเมินจากอาการ Growth Chart และการตรวจที่เหมาะสมกับภาวะนั้น
English
简体中文

BNH Annual Checkup Package ตรวจสุขภาพประจำปี ราคาพิเศษ โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช