PM 2.5 ผลกระทบต่อสุขภาพ: ภัยร้ายที่ไม่ได้ทำลายแค่ปอด แต่แทรกซึมลึกถึงกระแสเลือด

PM 2.5 ผลกระทบต่อสุขภาพ คือ ภาวะที่ร่างกายได้รับความเสียหายจากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งสามารถเล็ดลอดผ่านระบบคัดกรองของจมูก เข้าสู่ถุงลมปอด และแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ผลกระทบมีตั้งแต่ระยะสั้น เช่น ไอเรื้อรัง หายใจลำบาก ไปจนถึงระยะยาวที่รุนแรง เช่น หลอดเลือดอักเสบ ภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และการก่อตัวของเซลล์มะเร็งปอด

ในทุกๆ วันที่เราก้าวออกจากบ้าน หรือแม้แต่นั่งพักผ่อนอยู่ริมหน้าต่าง เราอาจกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่มองไม่เห็น ด้วยความห่วงใยจาก The Mbrace ที่เปรียบเสมือนครอบครัวที่คอยดูแลสุขภาพของคุณ เราอยากพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงอันตรายที่แท้จริงของฝุ่น PM 2.5 โดยอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาล BNH เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักรับมือกับวิกฤตฝุ่นนี้ได้อย่างปลอดภัยและรู้เท่าทัน

เลือกหัวข้อที่อ่าน

Key Takeaways: สรุปประเด็นสำคัญเรื่อง PM 2.5 ที่คุณต้องรู้

  • เล็กจนทะลุเกราะป้องกัน: ฝุ่น PM 2.5 เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 20-30 เท่า ทำให้ขนจมูกและเมือกในระบบทางเดินหายใจไม่สามารถดักจับได้
  • อันตรายระดับกระแสเลือด: PM 2.5 ไม่ได้ทำลายแค่ปอด แต่อนุภาคจิ๋วสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เปรียบเสมือนการฉีดสารพิษเข้าเส้นเลือด ทำลายหลอดเลือดและหัวใจ
  • ภัยเงียบก่อโรคร้าย: เพิ่มความเสี่ยงภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) อัมพฤกษ์ อัมพาต และเป็นปัจจัยเสี่ยงก่อมะเร็งปอดในระยะยาวแม้จะไม่เคยสูบบุหรี่
  • กลุ่มเสี่ยงต้องระวังเป็นพิเศษ: เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว (โรคปอดและหัวใจ) ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีค่า AQI เกิน 100 (สีส้ม) อย่างเด็ดขาด
  • การป้องกันเชิงรุก: นอกจากการสวมหน้ากาก N95 และใช้เครื่องฟอกอากาศ การตรวจสุขภาพองค์รวมเพื่อประเมินความเสี่ยงของปอดและหัวใจ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ทำไม PM 2.5 ถึงอันตรายกว่าฝุ่นทั่วไปในบ้าน?

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ฝุ่น PM 2.5 แตกต่างจากการที่เรากวาดบ้านหรือฝุ่นที่เกาะตามเฟอร์นิเจอร์อย่างไร ทำไมเราถึงต้องตื่นตระหนก?

คำตอบอยู่ที่ “ขนาด” และ “ความสามารถในการทะลวงเข้าสู่ร่างกาย” ฝุ่นในบ้านทั่วไป (PM 10) มักมีขนาดใหญ่ เมื่อเราสูดดมเข้าไป ร่างกายจะมีกลไกป้องกันตามธรรมชาติ เช่น ขนจมูก น้ำมูก หรือการไอและจาม เพื่อขับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกมา

แต่สำหรับฝุ่น PM 2.5 นั้น มีขนาดเล็กเพียง 2.5 ไมครอน หรือเล็กกว่าเส้นผมของคนเราถึง 20-30 เท่า ด้วยขนาดที่จิ๋วระดับไมโครนี้ มันจึงสามารถ “เล็ดลอด” ผ่านด่านกักกันทุกด่านของร่างกาย เข้าไปได้ลึกถึงถุงลมปอด และที่น่ากลัวที่สุดคือ บางส่วนสามารถทะลุผ่านผนังถุงลมเข้าสู่ “กระแสเลือด” ได้โดยตรง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเปรียบเทียบว่า การสูดดม PM 2.5 ในปริมาณมหาศาล ก็ไม่ต่างอะไรกับการยอมให้มีการฉีดสารพิษเข้าเส้นเลือดอย่างช้าๆ

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างฝุ่นละอองทั่วไป (PM 10) และฝุ่นจิ๋ว (PM 2.5)

 

 

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของฝุ่นในอากาศ

หัวข้อเปรียบเทียบฝุ่นทั่วไป (PM 10)ฝุ่นจิ๋ว (PM 2.5)
ขนาดอนุภาคประมาณ 10 ไมครอนไม่เกิน 2.5 ไมครอน
(เล็กกว่าเส้นผมประมาณ 30 เท่า)
กลไกป้องกันของร่างกายดักจับได้ด้วยขนจมูก และเมือกในระบบทางเดินหายใจไม่สามารถดักจับได้ เล็ดลอดเข้าสู่ถุงลมปอดโดยตรง
จุดสิ้นสุดในร่างกายทางเดินหายใจส่วนบน และหลอดลมถุงลมปอด และแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด
ผลกระทบหลักไอ จาม ระคายเคืองคอ ภูมิแพ้กำเริบหลอดเลือดอักเสบ, หัวใจวาย, สโตรก (หลอดเลือดสมอง), มะเร็งปอด

เจาะลึก PM 2.5 ผลกระทบต่อสุขภาพ แบบแยกตามระบบของร่างกาย

เมื่อฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ปอด ผลกระทบต่อสุขภาพจึงขยายวงกว้างไปสู่ระบบการทำงานอื่นๆ ของร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลทางการแพทย์ได้แบ่งผลกระทบที่รุนแรงออกเป็นระบบต่างๆ ดังนี้

1. ระบบทางเดินหายใจ: ด่านแรกที่รับความเสียหาย
เมื่อฝุ่นละอองขนาดเล็กลอยเข้าไปสะสมในปอด สิ่งแรกที่ร่างกายจะตอบสนองคือภาวะอักเสบ

ระยะสั้น: ผู้ที่สูดดมจะเริ่มมีอาการแสบจมูก ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือมีเสมหะมากขึ้น ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดจะมีอาการกำเริบรุนแรงขึ้น

ระยะยาว: การอักเสบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลง เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อในปอด (ปอดอักเสบ) และเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง

2. ระบบหัวใจและหลอดเลือด: ระเบิดเวลาในกระแสเลือด
นี่คือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำและน่ากังวลที่สุด เมื่อ PM 2.5 แทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด อนุภาคฝุ่นเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้เกิด ความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) และทำให้เกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือดทั่วร่างกาย

หลอดเลือดอักเสบและตีบตัน: เลือดจะมีความหนืดมากขึ้น ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือด

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ: สารพิษที่มากับฝุ่นละอองรบกวนคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

หัวใจวายเฉียบพลัน: การอักเสบอาจทำให้คราบพลัค (Plaque) ที่เกาะอยู่ในหลอดเลือดแตกออกและไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

3. ระบบสมองและประสาท: ภัยเงียบที่นำไปสู่อัมพาต
ต่อเนื่องจากระบบหลอดเลือด เมื่อหลอดเลือดอักเสบและอุดตัน หากลิ่มเลือดหรือคราบพลัคหลุดไปอุดตันที่เส้นเลือดในสมอง จะทำให้เกิด โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ส่งผลให้สมองขาดเลือด มีอาการชาครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือร้ายแรงถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้อย่างกะทันหัน

4. สุขภาพผิวหนังและดวงตา: หน้าต่างของร่างกายที่ถูกทำร้าย
ฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศสามารถเกาะติดและทำปฏิกิริยากับผิวหนังและดวงตาได้โดยตรง ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา ตาแดง ผิวหนังอักเสบ ผื่นคัน และในระยะยาว สารอนุมูลอิสระจากฝุ่นยังทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวแห้งกร้านและเหี่ยวย่นก่อนวัย

5. สุขภาพเด็กและสตรีมีครรภ์: กลุ่มเปราะบางที่ต้องปกป้องสูงสุด
ในสตรีมีครรภ์ ฝุ่น PM 2.5 สามารถทะลุผ่านรกเข้าสู่ทารกได้ ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการช้า น้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ และเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ส่วนในเด็กเล็กที่ปอดและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ การสูดดม PM 2.5 จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของปอดไปตลอดชีวิต

สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์ และแนวทางการดูแลรักษา

ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาล BNH แนะนำว่า เราต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตนเองและคนในครอบครัวอยู่เสมอ หากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที:

  • ไออย่างรุนแรง หรือไอมีเลือดปน
  • เจ็บแน่นหน้าอก หายใจหอบเหนื่อยผิดปกติแม้ไม่ได้ออกแรง
  • มีอาการมึนงง วิงเวียนศีรษะ บ้านหมุน ซึมลง หรือแขนขาอ่อนแรงกะทันหัน

แนวทางการดูแลแบบฉบับครอบครัว (Heritage of Care)
หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง (ผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัวปอดหรือหัวใจ) แม้จะยังไม่มีอาการรุนแรง แต่การดูแลสุขภาพเชิงรุกคือสิ่งสำคัญ การเข้ารับ บริการตรวจสุขภาพองค์รวม (Internal Link: [ ที่เน้นการตรวจเช็กการทำงานของระบบปอด หัวใจ หลอดเลือด และสมอง (Complete Care) รวมถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดระยะเริ่มต้น (Low-Dose CT Scan) จะช่วยให้เราพบความผิดปกติและรักษาได้ทันท่วงทีก่อนที่ฝุ่นร้ายจะเข้าไป “วางระเบิด” ในร่างกาย

วิธีอ่านค่าฝุ่น AQI และการปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัย

การที่เรามองไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริง วิธีเดียวที่จะรู้ว่ารอบตัวเรามีภัยร้ายซ่อนอยู่หรือไม่ คือการตรวจสอบค่ามลพิษทางอากาศ หรือ AQI (Air Quality Index) ผ่านแอปพลิเคชันที่เชื่อถือได้ เช่น Air4 Thai หรือเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐ

การเข้าใจสีของค่า AQI จะช่วยให้เราวางแผนการใช้ชีวิตและป้องกันตนเองได้อย่างถูกต้อง

ตารางระดับสีค่าฝุ่น (AQI) และแนวทางการป้องกันตนเองแบบเข้าใจง่าย

 

ระดับสีAQIPM 2.5 (µg/m³)ความหมายคำแนะนำในการปฏิบัติตัว
สีเขียว0 – 250 – 15คุณภาพอากาศดีมากทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ ถือเป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัยที่สุด
สีเหลือง26 – 5015.1 – 25คุณภาพอากาศปานกลางทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ แต่กลุ่มเปราะบางควรเริ่มสังเกตอาการตนเอง
สีส้ม51 – 10025.1 – 37.5เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพงดออกกำลังกายกลางแจ้ง สวม หน้ากาก N95 เพื่อป้องกันเมื่อออกนอกอาคาร กลุ่มเสี่ยงควรจำกัดเวลาอยู่นอกบ้าน
สีแดง101 – 20037.6 – 75มีผลกระทบต่อสุขภาพหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด เปิด เครื่องฟอกอากาศ ภายในบ้าน สวมหน้ากาก N95 ตลอดเวลาที่อยู่นอกอาคาร
สีม่วง/น้ำตาล> 200> 75อันตรายอย่างยิ่งงดออกนอกอาคารโดยเด็ดขาด ควบคุมสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เป็นระบบปิดและกรองอากาศอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ข้อควรปฏิบัติเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ:

  1. งดการออกกำลังกายกลางแจ้ง: เมื่อค่า AQI เปลี่ยนเป็นสีส้ม การออกกำลังกายกลางแจ้งจะทำให้เราสูดอากาศเข้าปอดลึกและเร็วขึ้น ทำให้รับ PM 2.5 เข้าไปในปริมาณที่มากกว่าปกติ แนะนำให้เปลี่ยนมาออกกำลังกายในร่มแทน
  2. ใช้หน้ากากที่ถูกต้อง: หน้ากากอนามัยแบบผ้าหรือแบบการแพทย์ทั่วไป ไม่สามารถกรองอนุภาค 2.5 ไมครอนได้ ต้องสวมหน้ากากชนิด N95, KN95 หรือ FFP2 เท่านั้น และต้องใส่ให้แนบสนิทกับใบหน้า
  3. สร้าง Safe Zone ในบ้าน: ปิดประตูหน้าต่างให้สนิทเมื่อฝุ่นหนาแน่น และใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดักจับอนุภาคขนาดเล็กได้

ฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องของฤดูกาลที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มันคือภัยเงียบที่สะสมอยู่ในร่างกายของเรา การตระหนักรู้ ป้องกันตนเอง และหมั่นตรวจเช็กสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาชีวิตและหลอดเลือดของเราให้แข็งแรง The Mbrace ขอเป็นเพื่อนร่วมทางในการให้ความรู้และส่งต่อความห่วงใย เพื่อให้คุณมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

การตรวจคัดกรองมะเร็งปอด ด้วย Low-dose CT Scan
CLICK ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PM 2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ

A: จริงค่ะ ฝุ่น PM 2.5 ได้รับการประกาศจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Group 1 Carcinogen) เนื่องจากขนาดที่เล็กมากจนเข้าสู่ถุงลมปอดและกระแสเลือด ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังระดับเซลล์ และทำลาย DNA หากสะสมในระยะยาวจะไปกระตุ้นให้เซลล์ปกติกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งปอดได้ แม้บุคคลนั้นจะไม่เคยสูบบุหรี่เลยก็ตาม

A: ภูมิแพ้อากาศทั่วไปมักเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ขนาดใหญ่ เช่น ละอองเกสร ขนสัตว์ อาการมักจำกัดอยู่ที่ทางเดินหายใจส่วนบน (จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ) แต่ PM 2.5 เป็นฝุ่นพิษขนาดเล็กที่ลงลึกถึงปอดล่างและกระแสเลือด อาการจึงรุนแรงกว่า เช่น เจ็บหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ และมักเกิดพร้อมกันเมื่อค่ามลพิษในอากาศสูง

A: ฝุ่น PM 2.5 และสารโลหะหนักที่เคลือบอยู่ สามารถซึมผ่านรกของมารดาเข้าไปสู่ทารกในครรภ์ได้โดยตรง ส่งผลให้การเจริญเติบโตของทารกหยุดชะงัก น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าปกติ รบกวนการสร้างอวัยวะที่สำคัญ และเพิ่มความเสี่ยงอย่างมากต่อการคลอดก่อนกำหนด หรืออาจรุนแรงถึงขั้นแท้งบุตรได้

A: ไม่เสมอไปค่ะ แม้การปิดหน้าต่างจะช่วยลดปริมาณฝุ่นจากภายนอกได้มาก แต่ฝุ่นขนาดจิ๋วก็ยังสามารถเล็ดลอดเข้ามาตามรอยต่อของประตู หน้าต่าง หรือติดมากับเสื้อผ้าของเราได้ การปิดบ้านให้มิดชิดจึงต้องทำควบคู่ไปกับการเปิดเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA เกรดสูง เพื่อดักจับ PM 2.5 ที่หลงเหลืออยู่ภายในบ้าน

A: ควรเริ่มงดกิจกรรมและงดออกกำลังกายกลางแจ้งเมื่อค่า AQI อยู่ในระดับสีส้ม (AQI ตั้งแต่ 51-100 ขึ้นไป) เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น ส่งผลให้เราหายใจลึกและถี่กว่าปกติ ทำให้ดึงเอาฝุ่นพิษเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดในปริมาณมหาศาล ซึ่งเป็นอันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือดอย่างเฉียบพลัน

A: เมื่อ PM 2.5 ทะลุเข้าสู่กระแสเลือด มันจะสร้างอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดภาวะอักเสบในหลอดเลือดทั่วร่างกาย ส่งผลให้เลือดหนืดขึ้นและกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือด หากลิ่มเลือดเหล่านี้หลุดลอยไปตามกระแสเลือดและไปอุดตันที่เส้นเลือดในสมอง ก็จะทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือด (Stroke) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอัมพฤกษ์อัมพาตนั่นเอง

ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์รังสีต่ำ Low-dose CT Scan โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Hospital

มะเร็งปอด เป็นมะเร็งที่มีอัตราคร่าชีวิตผู้ป่วยเป็นอันดับต้นๆ เหตุเพราะไม่มีสัญญาณเตือนในระยะแรก แต่ในทางกลับกันหากตรวจพบมะเร็งปอดได้ตั้งแต่ในระยะแรก โอกาสรักษาให้หายขาดได้จะมีสูงถึง 90%
ปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Low-dose Computed Tomography (low-dose CT) ซึ่งเป็นการตรวจที่ใช้ปริมาณรังสีน้อยและใช้วิธีการถ่ายภาพสามมิติที่ให้ความละเอียดมากกว่าการตรวจเอกซเรย์ธรรมดา จึงช่วยให้ตรวจพบได้ตั้งแต่เริ่มต้น และแน่นอนว่า ช่วยลดอัตราเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้ถึง 20 %

Buy Now
SALE
Price range: ฿10,900 through ฿77,900
This product has multiple variants. The options may be chosen on the product page
ไอคอน PDPA

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ยินยอมทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
    เปิดใช้งานตลอด

    เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเว็บไซต์ของเรา เนื่องจากคุกกี้เหล่านี้ทำให้เว็บเซิร์ฟเวอร์สามารถตอบสนองต่อการกระทำของท่านได้ อีกทั้งยังช่วยในการแสดงผลหน้าเว็บต่อท่าน และยังรวมถึงมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องในระหว่างการท่องเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้จะคงอยู่จนกว่าจะสิ้นสุดการเยี่ยมชมของท่านและจะถูกลบอัตโนมัติทันที
    รายชื่อคุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์/เพื่อประสิทธิภาพ

    ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ของเราด้วยจำนวนครั้งการเข้าดูหน้าเว็บและจำนวนผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์ โดยบริการวิเคราะห์เว็บจะวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของผู้ใช้ ซึ่งเราจะใช้ข้อมูลดังกล่าวในการปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้หรือค้นหาส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ที่ควรได้รับการปรับปรุง อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถระบุถึงตัวบุคคลได้ (กล่าวคือ เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถใช้เพื่อระบุตัวตนของท่านและไม่มีการเก็บรวบรวมหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ และที่อยู่อีเมลของท่าน) และข้อมูลเหล่านี้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางสถิติเท่านั้น
    รายชื่อคุกกี้เพื่อการวิเคราะห์/เพื่อประสิทธิภาพ

  • คุกกี้เพื่อช่วยในการใช้งาน

    ช่วยให้เรารับรู้เมื่อท่านกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา ด้วยข้อมูลนี้เราจึงสามารถปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้เป็นไปตามความต้องการของท่านได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชมของท่านให้มีประสิทธิภาพและเฉพาะเจาะจงสำหรับท่านมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วข้อมูลที่รวบรวมโดยคุกกี้เหล่านี้จะไม่สามารถระบุตัวตนของท่านได้
    รายชื่อคุกกี้เพื่อช่วยในการใช้งาน

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา

    จะอยู่บนอุปกรณ์ของท่านเพื่อบันทึกหน้าเว็บไซต์หรือลิงค์ที่ท่านได้เยี่ยมชมหรือติดตาม ข้อมูลที่ได้จะถูกใช้เพื่อปรับแต่งเว็บไซต์ของเราและแคมเปญโฆษณาของเราเพื่อให้เหมาะกับความสนใจของท่าน
    คุกกี้เพื่อการโฆษณา

บันทึก