*วัคซีนปอดอักเสบและวัคซีนงูสวัด ควรเว้นระยะฉีดห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
**วัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุ ควรเว้นระยะฉีดห่างจากวัคซีนอื่นอย่างน้อย 2 สัปดาห์
หมายเหตุ
1. ราคานี้สำหรับผู้ใหญ่อายุ 15 ปี ขึ้นไป สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี กรุณาติดต่อสอบถามราคาและรับวัคซีนได้ที่แผนกเด็ก
2. ราคารวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว
3. รับบริการได้ที่แผนกอายุรกรรม ชั้น 4 โทร 02-022-0700 ต่อ 4421- 4423, 02-022-0843
4. แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทำการฉีดวัคซีนทุกครั้ง
5. ค่าแพทย์ในแพคเกจ เฉพาะการปรึกษาเรื่องวัคซีนเท่านั้น ไม่รวมกรณีปรึกษาเพิ่มเติมอื่นๆ
6. โรงพยาบาลขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและราคาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุ
โรคไข้หวัดใหญ่ ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี เพราะในเต่ละปีเชื้อโรคมีการเปลี่ยนแปลงและกลายพันธุ์ ซึ่งในแต่ละปีวัคซีนได้ถูกปรับให้เหมาะสมกับเชื้อที่ระบาดในช่วงเวลานั้น
บุคคลบางคนเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่จะเจ็บป่วยหรือมีอาการรุนแรงมากกว่าผู้อื่น คือ เด็กเล็ก ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต หรือระบบภูมิต้านทานต่ำ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับบุคคลเหล่านี้และใครก็ตามที่ใกล้ชิดกับคนเหล่านี้
ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุ ใช้ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ (ตามคำแนะนำของแพทย์) เป็นวัคซีนที่มีข้อบ่งใช้สำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดแอคทีฟสำหรับป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับโรคปอดอักเสบในโรงพยาบาล ซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ได้ดีขึ้น และยังสามารถลดอัตราการนอนโรงพยาบาล จากภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ลดการนอนโรงพยาบาล จากอาการปอดอักเสบและจากการติดเชื้อที่ระบบ ทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดขึ้นจากไข้หวัดใหญ่ได้อีกด้วย
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สำหรับผู้สูงวัย อายุ 65 ปี ขึ้นไป
จากการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงวัย และ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ในผู้ที่อายุ 65 ปี ที่ประเทศอเมริกาและแคนาดา พบว่า
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงวัย สามารถป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้นถึง 24.2% เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์แบบปกติ
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงวัย สามารถลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากภาวะแทรกซ้อนอื่นๆได้เพิ่มเมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบปกติ
– การเข้ารักษาโรคปอดอักเสบ ลดลง 27.3%
– การเข้ารักษาโรคระบบหัวใจและทางเดินหายใจ ลดลง 17.9%
– การเข้ารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ลดลง 11.7%
– การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยรวม ลดลง 8.4%
ไข้หวัดใหญ่ (Flu) เป็นโรคที่ติดต่อได้อย่างกว้างขวาง โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ติดต่อจากบุคคลหนึ่งถึงบุคคลหนึ่งโดยแพร่จากการไอ จามและการสัมผัส อาการจะเกิดอย่างรวดเร็วและอาจเป็นอยู่หลายวัน อาการที่เป็นเช่น :
- มีไข้/หนาวสั่น
- เจ็บคอ
- ปวดกล้ามเนื้อ
- เมื่อยล้าอ่อนเพลีย
- ไอ
- ปวดศีรษะ
- น้ำมูกไหลหรือคัดจมูก
ผลกระทบต่อร่างกายในผู้สูงวัยเมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่
ในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน มักมีความเสี่ยงที่จะมีอาการ รุนแรงถึงขั้นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล และจากข้อมูลในประเทศไทยพบว่ากลุ่มที่มี อัตราการต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลสูง ที่สุดจากโรคไข้หวัดใหญ่คือเด็กเล็กและ ผู้สูงอายุ การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ สามารถ ส่งผลกระทบต่อร่างกายนอกเหนือจากการติดเชื้อ ไข้หวัดใหญ่ได้ดังต่อไปนี้
- เพิ่มความเสี่ยงต่อการ เกิดเส้นเลือดสมองตีบ มากกว่าคนทั่วไป 8 เท่า
- เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด เส้นเลือดตีบที่หัวใจมากกว่า คนทั่วไป 10 เท่า
- 75% ของคนไข้เบาหวาน จะมีปัญหาต่อระดับน้ำตาลที่ ผิดปกติ
- 23% จะสูญเสียความสามารถ ในการดูแลตัวเองหลังจากเจ็บ ป่วยเพราะไข้หวัดใหญ่
สาเหตุหลักที่ทําให้ผู้สูงอายุ เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่
- ภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อมถอย (Immunosenescence) ผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะติดเชื้อ ได้ง่ายกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว ไม่ว่าจะ เป็นการติดเชื้อจากแบคทีเรีย เชื้อรา หรือไวรัส ก็ตาม เพราะผู้สูงอายุนั้นจะมีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อมถอย ในภาวะที่ ร่างกายเสื่อมถอยและสูญเสียความสมดุลก็จะเกิด “การอักเสบรุนแรง” (ซึ่งเป็นกระบวนการของระบบภูมิคุ้มกัน) ที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถจะยับยั้งได้ และทำให้เสียชีวตได้
- โรคประจำตัว รักษาไม่หายขาด (Underlying disease) ผู้สูงอายุและผู้ที่เป็น โรคเรื้อรัง เช่น โรคไต โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง หากพบการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะพบอาการแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อปอดอักเสบ โรคหัวใจเส้นเลือดสมอง บางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีววิต
- ภาวะเปราะบางและความอ่อนแอในผู้สูงอายุ (Frailty) ภาวะเปราะบางไม่ใช่โรค เมื่อผู้สูงอายุติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จะพบว่า 23% ของผู้สูงอายุจะสูญเสียความ สามารถในการช่วยเหลือตัวเองด้านกิจวัตรประจำวัน และจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่นรวมทั้ง 1 ใน 3 ของ
ผู้สูงอายุที่นอนโรงพยาบาลยังไม่สามารถกลับมาทำกิจกรรม ได้ตามปกติภายใน 1 ปี
รายละเอียดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย
เป็นวัคซีนซึ่งไม่มีส่วนผสมของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ยังมีชีวิต เป็นการฉีดด้วยเข็มฉีดยา และมักเรียกว่า “Flu Shot” เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ละปีจึงต้องผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ขึ้นเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในปีนั้น ในขณะที่วัคซีนไม่สามารถป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ทุกสายพันธุ์ แต่เราได้พยายามป้องกันการเกิดโรคให้ดีที่สุด
วัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ตลอดปี แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือก่อนฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม) และก่อนฤดูหนาว (เดือนตุลาคม) เนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มมีการระบาด
ร่างกายจะเริ่มสร้างภูมิต้านทานต่อโรคประมาณสองสัปดาห์ และจะป้องกันได้หนึ่งปี บางครั้งการป่วยที่ไม่ได้เกิดจากไข้หวัดใหญ่มักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ วัคซีนนี้จะไม่ป้องกันความเจ็บป่วยที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดอื่นจะป้องกันได้เฉพาะไข้หวัดใหญ่เท่านั้น
ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการตรวจรักษา
แจ้งให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทราบถ้าท่านรู้สึกไม่สบาย ปกติแล้วท่านสามารถรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้หากมีอาการป่วยเล็กน้อย แต่ท่านอาจได้รับคำแนะนำให้รอไปก่อนจนกว่าจะมีอาการดีขึ้น ท่านควรรอจนกว่าจะหายดีก่อนแล้วกลับมาฉีดในภายหลัง
อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นเล็กน้อยที่ตามมาหลังจากการได้รับการฉีดวัคซีน:
การปฏิบัติตัวก่อน-หลัง
หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ควรนั่งหรือนอนพัก ประมาณ 15-30 นาที ที่โรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการ แพ้ หรือ อาการข้างเคียงอื่นๆ
วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน
Td or Tdap Vaccine
โรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน เป็นโรคอันตรายที่เกิดจากแบคทีเรีย โรคคอตีบและไอกรนเป็นการแพร่เชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ส่วนเชื้อบาดทะยักเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลหรือรอยขีดข่วน
- โรคคอตีบ : ทำให้เกิดเนื้อหนาๆ ปิดอยู่หลังลำคอ ทำให้เกิดปัญหากับระบบหายใจ, อัมพาต, หัวใจล้มเหลวและอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
- โรคบาดทะยัก (อาการขากรรไกรแข็ง) : ทำให้เกิดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ มักเป็นทั่วร่างกาย สามารถนำไปสู่อาการขากรรไกรแข็ง ทำให้ไม่สามารถอ้าปากหรือกลืนอาหารได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
- โรคไอกรน (Whooping Cough) : ทำให้เกิดอาการไออย่างรุนแรงจนผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือหายใจได้ ใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะหาย อาจทำให้เกิดโรคปอดบวม ลมชัก สมองพิการหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้
ผู้ที่ “ควรรับ” วัคซีน และวิธีการให้
วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน (Tetanus, Diphtheria, Pertussis)
- เด็กควรได้รับการฉีดวัคซีน Tdap 5 เข็ม ฉีดตามกำหนดอายุ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน, 15-18 เดือน, 4-6 ปี สามารถรับการฉีดวัคซีน Tdap ในเวลาเดียวกับการฉีดวัคซีนอื่นๆได้
- สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 11 ปี ยังจำเป็นต้องได้รับการป้องกันอยู่ โดยวัคซีนที่ใช้คือ TdaP และกระตุ้นด้วยวัคซีน Td ทุก 10 ปี
หมายเหตุ
- ประสิทธิผลสูงสุดของการฉีดวัคซีน จะเกิดหลังจากได้รับวัคซีนอย่างน้อย 14 วัน
- ผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีน จะต้องเป็นผู้มีสุขภาพดีและพร้อมที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีน
- ในกรณีผู้ป่วยไม่สบายเพียงเล็กน้อย อาจสามารถรับวัคซีนได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
ผู้ที่ “ไม่ควรรับ” วัคซีน
- ผู้ที่มีประวัติเกิดผลข้างเคียงรุนแรงหลังจากการฉีดวัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน หรือผู้ที่มีอาการป่วยหนัก ไม่สมควรได้รับการฉีดวัคซีน
อาการข้างเคียงที่ “อาจ” พบได้จากวัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน
ผลข้างเคียงเล็กน้อยที่พบได้
- อาจพบอาการปวด บวม แดง บริเวณตำแหน่งฉีดวัคซีนได้
- มีไข้ต่ำ หลังได้รับวัคซีน ประมาณ 37.5 – 37.8 องศาเซลเซียส
- ปวดศีรษะ
- คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง
- อาการสั่น ปวดข้อ
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ผลข้างเคียงระดับรุนแรงแต่พบน้อยมาก
- มีอาการปวดบริเวณไหล่อาจส่งผลกระทบให้เกิดความลำบากในการเคลื่อนไหวแขนหรือมีอาการบวมแดงบริเวณตำแหน่งที่ได้รับวัคซีน โดยอาจพบอาการนานมากกว่า 3 สัปดาห์
- อาการแพ้อย่างรุนแรง
- ผื่น ผิวหนังอักเสบ
- ไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป
c
วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส
Pneumococcal Vaccine
โรคนิวโมค็อคคัล เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเทร็พโทค็อคคัสนิวโมเนีย แบคทีเรียเหล่านี้สามารถแพร่จากบุคคลหนึ่งไปสู่บุคคลหนึ่งจากการสัมผัสใกล้ชิด สามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้ รวมทั้งปอดบวม เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- Pneumococcal conjugate vaccine 15-valent (PCV15) แนะนำให้ฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ 1 เข็ม แก่ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี หรือ ผู้ใหญ่ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังนี้
- ผู้ที่ได้รับการตัดม้าม
- ผู้ที่มีโรคเรื้องรัง เช่น หัวใจวายเรื้อรัง ปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคไตวาย โรคตับแข็ง เบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ดี
- ผู้ป่วยที่มีการรั่วซึมของน้ำไขสันหลัง (Cerebrospinal Leakage)
- ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือยาสเตียรอยด์ขนาดสูง ติดเชื้อเอชไอวี เปลี่ยนถ่ายอวัยวะและปลูกถ่ายไขกระดูก
- วัคซีนนิวโมคอคคัส 23 สายพันธุ์ (PPSV23) แนะนำให้ฉีดวัคซีนเข้ากล้าม 1 เข็ม แก่ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี หรือ ผู้ใหญ่ที่มีปัจจัยเสี่ยงรุนแรง ดังนี้
- ผู้ที่มีโรคปประจำตัว ได้แก่ โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับแข็งเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวา
- ผู้ที่อายุน้อยกว่า 65 ปี ควรได้รับวัคซีนนิวโมคอคคัส 23 สายพันธุ์ 1 เข็ม และควรฉีดกระตุ้นทุก 5 ปีจนถึงอายุ 65 ปี
ผู้ที่ “ไม่ควรรับ” วัคซีน
- ใครก็ตามที่เคยมีปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายกับชีวิต ไม่ควรฉีดวัคซีนนี้
- ใครก็ตามที่มีปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรงต่อส่วนผสมของวัคซีน ไม่ควรฉีดวัคซีนนี้
อาการข้างเคียงที่ “อาจ” พบได้จากวัคซีนนิวโมคอคคัส
ความเสี่ยงซึ่งอาจทำอันตรายร้ายแรงต่อผู้รับการฉีดวัคซีนนี้อาจเกิดขึ้นได้แต่น้อยมาก
- ประมาณครึ่งหนึ่งของเด็กจะมีอาการง่วงนอนหลังจากได้รับการฉีดวัคซีน มีอาการเบื่ออาหารชั่วคราวหรือระบมแดงบริเวณที่ได้รับการฉีดวัคซีน
- ประมาณ 1 ใน 3 จะมีอาการบวมบริเวณที่ได้รับการฉีด
- ประมาณ 1 ใน 3 จะมีไข้เล็กน้อยและประมาณ 1 ใน 20 จะมีไข้สูง
ผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีนจะมีอาการบวมแดง และเจ็บบริเวณที่ได้รับการฉีด มีไข้เล็กน้อย ปวดเมื่อย ปวดหัว หนาวสั่นหรือปวดกล้ามเนื้อ ส่วนปฏิกิริยาแพ้ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตจากการได้รับวัคซีนเกิดขึ้นน้อยมาก
หมายเหตุ หลังฉีดวัคซีน 1 เดือนจึงเกิดภูมิต้านทานโรค
ข้อควรระวัง วัคซีนปอดอักเสบ และ วัคซีนงูสวัด ต้องเว้นระยะการฉีดห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด
Zoster Vaccine
โรคงูสวัดเป็นโรคผิวหนังเกิดจากการติดเชื้อซ้ำของเชื้อไวรัสเรียกว่า Varicella-zoster Virus (VZV) ซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่ในร่างกายทำให้เกิดตุ่มพองที่ผิวหนัง ปวดแสบร้อนมาก และเป็นชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคไข้สุกใส ผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนจะยังคงมีเชื้อไวรัสนี้ที่ปมประสาทสันหลัง ซึ่งเมื่อร่างกายอ่อนแอเชื้อสามารถสร้างเพิ่มจำนวน ทำให้เกิดโรคงูสวัดได้ แต่จะเกิดเฉพาะแนวประสาท ไม่ลุกลามกระจายออกไปเพราะร่างกายมีภูมิต้านทานต่อเชื้ออยู่แล้ว แนวเส้นประสาทที่พบบ่อยได้แก่ บริเวณเอว ก้นกบ ตา ใบหน้า ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่รับประทานยาสเตอร์รอยด์ จะมีโอกาสที่จะเกิดโรคงูสวัดสูง เกิดการอักเสบของเส้นประสาทและอาการปวดอย่างรุนแรงที่อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต เช่น อาจจะทำให้เกิดตาบอด ปากเบี้ยวครึ่งซีก เป็นต้น
เชื้อไวรัสที่อยู่ในผื่นสามารถติดต่อโดยการสัมผัส สำหรับผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนก็อาจจะกลายเป็นอีสุกอีใส สำหรับคนที่เป็นอีสุกอีใสแล้วก็จะมีโอกาสเป็นงูสวัดเพิ่มมากขึ้น
ผู้ที่ “ควรรับ” วัคซีน
แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าเคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือเคยรับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่ และแนะนำให้ฉีดแม้ว่าเคยเป็นโรคงูสวัดมาก่อนแล้ว
ขั้นตอนการรับวัคซีนงูสวัด
วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ชนิดไม่ใช่เชื้อเป็น – Shingrix ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 2 – 6 เดือน มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัดสูงถึง 97.2% และป้องกันอาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังจากการติดเชื้อได้ถึง 91.2% รวมถึงมีผลการป้องกันต่อเนื่องในระดับสูงยาวนานมากกว่า 10 ปี โดยวัคซีนชนิดนี้สามารถใช้ได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง
อาการข้างเคียงที่ “อาจ” พบได้จากวัคซีน
ผลข้างเคียงค่อนข้างไม่รุนแรง และมีระยะเวลาไม่นาน มีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ปวดหัว แดง หรือปวดบริเวณที่ได้รับการฉีดวัคซีน แต่หากได้รับผลข้างเคียงนานเกิน 2-3 วัน ควรติดต่อแพทย์เพื่อดูอาการ
ข้อควรระวัง วัคซีนปอดอักเสบ และ วัคซีนงูสวัด ต้องเว้นระยะการฉีดห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

English
简体中文




