
โรคขาดวิตามิน B9 หรือที่รู้จักในชื่อ Folate Deficiency เป็นภาวะที่เกิดจากการขาดวิตามิน B9 (โฟเลตหรือกรดโฟลิก) ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง การสังเคราะห์ DNA และการพัฒนาของทารกในครรภ์ ในประเทศไทย โรคนี้พบได้ในกลุ่มที่รับประทานอาหารไม่หลากหลาย เช่น ผู้ที่กินข้าวขาวหรืออาหารแปรรูปเป็นหลัก หรือหญิงตั้งครรภ์ที่ขาดการเสริมโฟเลต
บทความนี้จะอธิบายสาเหตุ อาการ สัญญาณเตือน และวิธีป้องกันโรคขาดวิตามิน B9 อย่างเข้าใจง่าย พร้อมคำแนะนำที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดี
คำจำกัดความ:
โรคขาดวิตามิน B9 เป็นภาวะที่ร่างกายได้รับโฟเลตหรือกรดโฟลิกไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง การเจริญเติบโตของเซลล์ และสุขภาพโดยรวม
ความสำคัญของวิตามิน B9:
โฟเลตช่วยในการผลิตเม็ดเลือดแดง ป้องกันภาวะโลหิตจาง และสนับสนุนการพัฒนาระบบประสาทของทารกในครรภ์
กลุ่มเสี่ยง:
- หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์
- ผู้ที่กินอาหารจำเจ เช่น ข้าวขาวหรืออาหารแปรรูป
- ผู้ติดสุราเรื้อรัง
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคทางเดินอาหาร เบาหวาน หรือมะเร็ง
สาเหตุของโรคขาดวิตามิน B9
การรับประทานอาหารที่ขาดวิตามิน B9:
- ขาดอาหารที่มีโฟเลต เช่น ผักใบเขียว (คะน้า ผักโขม) ตับ ถั่ว หรือผลไม้ เช่น ส้ม
- การกินอาหารแปรรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือข้าวขาว ซึ่งมีโฟเลตต่ำ
ภาวะสุขภาพ:
- โรคทางเดินอาหาร เช่น โรค celiac หรือลำไส้อักเสบ ซึ่งรบกวนการดูดซึมโฟเลต
- การใช้ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก (Phenytoin) หรือยารักษามะเร็ง (Methotrexate)
- โรคที่เพิ่มความต้องการโฟเลต เช่น มะเร็งหรือการติดเชื้อเรื้อรัง
พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์:
- การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ซึ่งลดการดูดซึมโฟเลต
- การตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ซึ่งเพิ่มความต้องการโฟเลต
- การกินอาหารมังสวิรัติที่ไม่สมดุล ขาดแหล่งโฟเลต
ปัจจัยในบริบทไทย:
- ความนิยมบริโภคอาหารจานด่วนหรืออาหารที่มีสารอาหารต่ำ
- การขาดความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของโฟเลต โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์
อาการและสัญญาณเตือน
อาการทั่วไป:
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- ผิวซีดหรือตัวเหลือง
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
อาการที่เกี่ยวข้องกับเลือด:
- โลหิตจาง (Megaloblastic Anemia) จากการขาดโฟเลต
- หายใจลำบากหรือหัวใจเต้นเร็ว
- ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ติดเชื้อง่าย
อาการระบบประสาท:
- อาการสับสน หงุดหงิด หรือซึมเศร้า
- ชาตามมือและเท้า (ในกรณีรุนแรง)
- ความจำลดลง
อาการที่ปากและลิ้น:
- แผลในปากหรือลิ้นอักเสบ
- ลิ้นแดงหรือบวม
อาการในหญิงตั้งครรภ์:
- ความเสี่ยงทารกพิการแต่กำเนิด เช่น หลอดประสาทไม่ปิด (Neural Tube Defects)
- การแท้งบุตรหรือคลอดก่อนกำหนด
อาการในเด็ก:
- การเจริญเติบโตช้า
- อาการหงุดหงิดหรือร้องไห้งอแง
สัญญาณรุนแรง:
- ภาวะหัวใจล้มเหลวจากโลหิตจางรุนแรง
- อาการทางจิตเวช เช่น ซึมเศร้าขั้นรุนแรง
การวินิจฉัยโรคขาดวิตามิน B9
การตรวจร่างกาย:
- แพทย์ตรวจอาการ เช่น ผิวซีด แผลในปาก หรือสัญญาณโลหิตจาง
- ประเมินอาการทางระบบประสาท เช่น อาการสับสนหรือชา
การตรวจในห้องปฏิบัติการ:
- ตรวจระดับโฟเลตในเลือด (Serum Folate) หรือในเม็ดเลือดแดง (RBC Folate)
- ตรวจระดับวิตามิน B9 เพื่อแยกแยะสาเหตุของโลหิตจาง
- ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อดูภาวะโลหิตจาง
การซักประวัติ:
- สอบถามพฤติกรรมการกิน เช่น การกินผักน้อยหรืออาหารแปรรูป
- ประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ การตั้งครรภ์ หรือการใช้ยา
การตรวจเพิ่มเติม:
- ตรวจการทำงานของตับและไตหากสงสัยโรคพื้นฐาน
- ตรวจการตั้งครรภ์เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อทารก

วิธีการรักษา
การเสริมวิตามิน B9:
- รับประทานกรดโฟลิกในรูปแบบยาเม็ด (ปริมาณทั่วไป: 400-1000 ไมโครกรัมต่อวัน หรือมากกว่านี้ขึ้นกับความรุนแรง)
- หญิงตั้งครรภ์อาจได้รับ 600-800 ไมโครกรัมต่อวันหรือมากกว่านี้เพื่อป้องกันทารกพิการ
การปรับอาหาร:
- ลดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์
- รักษาโรคพื้นฐาน เช่น โรคทางเดินอาหารหรือมะเร็ง
- ปรับเปลี่ยนยาที่รบกวนการดูดซึมโฟเลต (ปรึกษาแพทย์)
การจัดการปัจจัยเสี่ยง:
- ลดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์
- รักษาโรคพื้นฐาน เช่น โรคทางเดินอาหารหรือมะเร็ง
การติดตามผล:
- ตรวจซ้ำระดับโฟเลตหลังรักษา 4-8 สัปดาห์
- ประเมินอาการ เช่น ผิวซีดลดลง อาการอ่อนเพลียดีขึ้น หรือโลหิตจางหาย
กรณีรุนแรง:
- เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อจัดการภาวะแทรกซ้อน เช่น โลหิตจางรุนแรงหรือภาวะหัวใจล้มเหลว
การป้องกันโรคขาดวิตามิน B9
การเลือกอาหารที่มีวิตามิน B9:
- เพิ่มเมนูที่มีผักใบเขียว เช่น ผัดผักคะน้า ยำผักโขม หรือแกงจืดผักกาด
- รับประทานตับ (เช่น ผัดตับหมู) ถั่วลันเตาคั่ว หรือผลไม้ เช่น ส้มและมะละกอ
- หันมากินข้าวกล้องหรือธัญพืชเต็มเมล็ดซึ่งมีโฟเลตมากกว่าข้าวขาว
การเสริมวิตามิน B9:
- หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ควรรับประทานกรดโฟลิก 400-600 ไมโครกรัมต่อวัน หรือมากกว่านั้น (ควรปรึกษาแพทย์)
- พิจารณาวิตามิน B รวมสำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ติดสุราหรือผู้ป่วยเรื้อรัง
- ปรึกษาแพทย์เพื่อกำหนดปริมาณที่เหมาะสม
ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต:
- ลดการบริโภคแอลกอฮอล์และอาหารจานด่วน เช่น บะหมี่สำเร็จรูปหรือขนมขบเคี้ยว
- เพิ่มความหลากหลายของอาหาร เช่น รวมผัก ผลไม้ และโปรตีนในมื้ออาหาร
การให้ความรู้ในชุมชน:
- ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับโฟเลตในโรงเรียนและชุมชน โดยเฉพาะในหญิงวัยเจริญพันธุ์
- รณรงค์การกินผักพื้นบ้าน เช่น คะน้า หรือผักกูด ในพื้นที่ชนบท
การตรวจสุขภาพ:
- ตรวจระดับวิตามินในกลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีอาการอ่อนเพลีย หรือผิวซีด
- ใช้บริการ ตรวจวิตามินในเลือด เพื่อประเมินภาวะขาดสารอาหาร
คำถามที่พบบ่อย
การกินข้าวขาวทำให้ขาดวิตามิน B9 หรือไม่?
- ข้าวขาวมีโฟเลตน้อยกว่าข้าวกล้อง การกินผักใบเขียวและผลไม้ช่วยลดความเสี่ยง
หญิงตั้งครรภ์ต้องกินกรดโฟลิกนานแค่ไหน?
- ควรเริ่มก่อนตั้งครรภ์ 1-3 เดือนและต่อเนื่องในช่วงไตรมาสแรก หรือตามคำแนะนำแพทย์
คนที่กินมังสวิรัติเสี่ยงขาดวิตามิน B9 หรือไม่?
- เสี่ยงได้ หากไม่กินผักใบเขียว ถั่ว หรือผลไม้ ควรพิจารณาอาหารเสริม
วิตามิน B9 เกินขนาดมีอันตรายหรือไม่?
- โดยทั่วไปปลอดภัยในปริมาณที่แนะนำ แต่การใช้เกินขนาด 5 มิลลิกรัมต่อวัน ควรปรึกษาแพทย์
สรุป
โรคขาดวิตามิน B9 เป็นภาวะที่ป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโฟเลต เช่น ผักใบเขียว ตับ ถั่ว และผลไม้ สำหรับคนไทย การลดอาหารแปรรูปและเพิ่มเมนูท้องถิ่น เช่น ผัดผักคะน้า หรือยำถั่วลันเตา จะช่วยลดความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ การเสริมกรดโฟลิกเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันทารกพิการ หากมีอาการ เช่น อ่อนเพลีย ผิวซีด หรือแผลในปาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและรักษาทันที
คำแนะนำ:
ใช้บริการ ตรวจวิตามินในเลือด ที่ Mbrace BNH Hospital เพื่อประเมินระดับวิตามิน B9 และรับคำแนะนำการเสริมที่เหมาะสม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Ministry of Public Health, Thailand: Nutrition and Maternal Health
- National Institute of Health (NIH): Folate Deficiency
- World Health Organization (WHO): Micronutrient Deficiencies
Vitamin B | วิตามินบี รวม
คิดค้นสูตรจากทีมเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ
ด้วยประสบการณ์การดูแลคนไข้มาอย่างยาวนาน
English
简体中文





BNH Annual Checkup Package ตรวจสุขภาพประจำปี ราคาพิเศษ โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช