
วิตามิน K เป็นสารอาหารสำคัญที่มีบทบาทในการช่วยให้เลือดแข็งตัว เพื่อป้องกันการเสียเลือดมากเกินไป รวมถึงช่วยให้กระดูกแข็งแรง โรคขาดวิตามิน K (Vitamin K Deficiency) เป็นภาวะที่พบได้ โดยเฉพาะในทารกแรกเกิด ผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมอาหาร หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิด
บทความนี้จะอธิบายสาเหตุ อาการ สัญญาณเตือน และวิธีป้องกันที่เหมาะสม รวมถึงคำแนะนำในการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันภาวะนี้
คำจำกัดความ:
โรคขาดวิตามิน K หรือ Vitamin K Deficiency Bleeding (VKDB) เป็นภาวะที่ร่างกายมีวิตามิน K ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เลือดแข็งตัวช้าและเสี่ยงต่อการเสียเลือดมากเกินไป
ความสำคัญของวิตามิน K:
- ช่วยในการสร้างโปรตีนที่จำเป็นสำหรับการแข็งตัวของเลือด (เช่น โปรตีน clotting factors II, VII, IX, X)
- ช่วยให้กระดูกแข็งแรงโดยช่วยให้แคลเซียมจับกับกระดูก
กลุ่มเสี่ยง:
- ผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมไขมัน เช่น โรคตับหรือท่อน้ำดีอุดตัน
- ผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นเวลานาน
- ผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหารจากอาหารไม่หลากหลาย
สาเหตุของการขาดวิตามิน K
การขาดวิตามิน K จากอาหาร:
- อาหารบางประเภทอาจมีวิตามิน K น้อย เช่น อาหารที่เน้นแป้งหรือข้าวเหนียว โดยขาดผักใบเขียว
- การไม่บริโภคผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม หรือกะเพรา
ปัญหาการดูดซึม:
- โรคตับ (เช่น ตับอักเสบ ตับแข็ง) ซึ่งพบได้ในคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
- โรคท่อน้ำดีอุดตัน (เช่น จากนิ่วในถุงน้ำดี)
- โรคทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้อักเสบ หรือท้องเสียเรื้อรัง
ทารกแรกเกิด:
- ทารกที่ไม่ได้รับการฉีดวิตามิน K ป้องกันหลังคลอด
การใช้ยา:
- ยาปฏิชีวนะที่รบกวนแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งผลิตวิตามิน K
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin ซึ่งยับยั้งการทำงานของวิตามิน K
วิถีชีวิต:
- การรับประทานอาหารจานด่วนหรืออาหารแปรรูป
- การหลีกเลี่ยงผักในกลุ่มที่อาจมีรสขม เช่น ผักกาดขาวหรือบรอกโคลี
อาการและสัญญาณเตือน
อาการในทารกแรกเกิด (VKDB):
- เลือดออกง่าย เช่น เลือดออกที่สะดือ ผื่นเลือดออกใต้ผิวหนัง หรือเลือดในอุจจาระ
- อาการรุนแรงอาจรวมถึงเลือดออกในสมอง ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
อาการในเด็กโตและผู้ใหญ่:
- รอยช้ำง่ายหรือรอยจ้ำเลือด (bruising)
- เลือดกำเดาไหลบ่อย
- เลือดออกตามไรฟันหรือเหงือก
- ประจำเดือนมามากผิดปกติในผู้หญิง
- เลือดออกนานกว่าปกติเมื่อมีบาดแผล
อาการที่เกี่ยวข้องกับกระดูก:
- กระดูกเปราะหรือหักง่าย (พบในกรณีขาดวิตามิน K เป็นเวลานาน)
- ความหนาแน่นกระดูกต่ำในผู้สูงอายุ
การวินิจฉัย
การตรวจร่างกาย:
- ตรวจรอยช้ำ เลือดออก หรือสัญญาณเลือดออกผิดปกติ
การตรวจในห้องปฏิบัติการ:
- ตรวจระดับวิตามิน K ในเลือด (ยากในทางปฏิบัติ จึงมักตรวจอ้อม)
- ตรวจการแข็งตัวของเลือด (Prothrombin Time – PT หรือ INR) ซึ่งยาวขึ้นเมื่อขาดวิตามิน K
- ตรวจระดับโปรตีนที่ขึ้นกับวิตามิน K (เช่น Protein Induced by Vitamin K Absence – PIVKA-II)
การประเมินประวัติ:
- สอบถามอาหารที่บริโภค เช่น การกินผักใบเขียวหรืออาหารที่มีวิตามิน K
- ประวัติการใช้ยา เช่น Warfarin หรือยาปฏิชีวนะ
- ประวัติโรคตับหรือทางเดินอาหาร
ในทารก:
- ตรวจประวัติการฉีดวิตามิน K หลังคลอด

การรักษา
การเสริมวิตามิน K:
- ในทารก: ฉีดวิตามิน K1 (Phytomenadione) ทันทีหลังคลอดตามแนวทางทางการแพทย์ (1 มก. สำหรับทารกปกติ)
- ในเด็กและผู้ใหญ่: รับประทานวิตามิน K1 หรือ K2 ตามคำแนะนำแพทย์ (ปริมาณ 1-10 มก. ต่อวัน ขึ้นกับความรุนแรง)
การแก้ไขภาวะเลือดออก:
- ในกรณีรุนแรง อาจต้องให้เลือดหรือ plasma เพื่อหยุดเลือด
การจัดการโรคพื้นฐาน:
- รักษาโรคตับหรือท่อน้ำดี เช่น การผ่าตัดในกรณีนิ่ว
- จัดการโรคทางเดินอาหาร เช่น การให้ยาในโรค celiac
การปรับอาหาร:
- เพิ่มผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม กะเพรา หรือผักกาดขาว
- บริโภคอาหารหมัก เช่น นัตโตะ (ถั่วหมักญี่ปุ่น) ซึ่งมีวิตามิน K2 สูง
การป้องกันโรคขาดวิตามิน K
ในทารกแรกเกิด:
- ฉีดวิตามิน K1 ทันทีหลังคลอดตามแนวทางทางการแพทย์
การเพิ่มวิตามิน K ในอาหาร:
- ผักใบเขียว: คะน้า ผักโขม ผักกาดขาว บรอกโคลี ผักบุ้ง
- อาหารที่มีวิตามิน K: เช่น แกงเขียวหวาน (จากใบกะเพรา) แกงเลียง หรือยำผัก
- อาหารหมัก: นัตโตะ หรือผักดองบางชนิด
- อาหารอื่น: ตับหมู ตับไก่ ไข่แดง
การปรับวิถีชีวิต:
- ส่งเสริมการกินผักในมื้ออาหารประจำวัน เช่น ผักเคียงในส้มตำหรือก๋วยเตี๋ยว
- หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปหรือจานด่วน
การระวังการใช้ยา:
- ปรึกษาแพทย์เมื่อใช้ยา Warfarin หรือยาปฏิชีวนะนานเกิน 2 สัปดาห์
การตรวจสุขภาพ:
- ตรวจระดับการแข็งตัวของเลือดในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคตับ
- ตรวจวิตามินในเลือดสำหรับผู้ที่มีอาการเลือดออกง่าย
คำถามที่พบบ่อยในบริบทคนไทย
ทำไมทารกแรกเกิดในไทยต้องฉีดวิตามิน K?
- เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกในสมอง (VKDB)
ผักไทยชนิดไหนมีวิตามิน K สูง?
- คะน้า ผักโขม ผักบุ้ง และใบกะเพรา เป็นแหล่งวิตามิน K ที่หาง่ายในไทย
การกิน Warfarin ต้องระวังอะไรเกี่ยวกับวิตามิน K?
- ควรกินอาหารที่มีวิตามิน K ในปริมาณคงที่และแจ้งแพทย์เพื่อปรับขนาดยา
วิตามิน K เสริมปลอดภัยหรือไม่?
- ปลอดภัยหากใช้ตามคำแนะนำแพทย์ ไม่ควรซื้อรับประทานเอง
สรุป
โรคขาดวิตามิน K เป็นภาวะที่ป้องกันได้ด้วยการบริโภคอาหารที่มีวิตามิน K สูง เช่น ผักใบเขียวและอาหารหมัก สามารถลดความเสี่ยงการขาดวิตามิน K ได้โดยการปรับอาหารประจำวันให้หลากหลายและตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้ป่วยโรคตับหรือผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
คำแนะนำ:
หากสงสัยว่ามีอาการขาดวิตามิน K เช่น รอยช้ำง่ายหรือเลือดออกผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจระดับวิตามิน K หรือการแข็งตัวของเลือด หรือพิจารณาใช้บริการ ตรวจวิตามินในเลือด เพื่อประเมินภาวะขาดสารอาหาร
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย: แนวทางป้องกันภาวะเลือดออกจากวิตามิน K ในทารกแรกเกิด
- National Institute of Health (NIH): Vitamin K Deficiency
- World Health Organization (WHO): Vitamin K and Child Health
Vitamin D3 + VitaminK2
วิตามิน ดี3 และ เค2
คิดค้นสูตรจากทีมเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ
ด้วยประสบการณ์การดูแลคนไข้มาอย่างยาวนาน
English
简体中文





BNH Annual Checkup Package ตรวจสุขภาพประจำปี ราคาพิเศษ โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช