
วิตามิน ดี3 และ เค2 เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวม
- โดยวิตามิน ดี3 มีหน้าที่หลักในการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย
- ส่วนวิตามิน เค2 มีหน้าที่ในการนำแคลเซียมไปสะสมที่กระดูกและฟัน ไม่ให้ตกตะกอนอยู่ที่หลอดเลือด
วิตามิน ดี3
วิตามิน ดี3 เป็นวิตามินที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เองเมื่อได้รับแสงแดด แต่หากได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ อาจจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริม
แหล่งอาหารที่มีวิตามิน ดี3 สูง ได้แก่
- ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน
- ไข่แดง
- เห็ด
วิตามิน ดี3 มีความสำคัญต่อสุขภาพกระดูกและฟัน
เนื่องจากช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น แคลเซียมเป็นองค์ประกอบหลักของกระดูกและฟัน หากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ อาจทำให้กระดูกและฟันอ่อนแอลง เปราะหักง่าย
นอกจากนี้ วิตามิน ดี3 ยังมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพอื่นๆ อีกหลายด้าน เช่น
- ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก
- ช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2
- ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์
วิตามิน เค2
วิตามิน เค2 เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีด้วยกันหลายชนิด แต่ชนิดที่มีความสำคัญต่อสุขภาพคือ เมนคิโอนิน (Menaquinone) โดยเมนคิโอนินที่พบมากในร่างกายคือ เมนคิโอนิน-7 (MK-7)
แหล่งอาหารที่มีวิตามิน เค2 สูง ได้แก่
- นัตโตะ (Natto)
- ชีส
- ตับไก่
- ไข่แดง
- เนย
วิตามิน เค2 มีความสำคัญต่อสุขภาพกระดูกและฟัน
เนื่องจากช่วยนำแคลเซียมไปสะสมที่กระดูกและฟัน ไม่ให้ตกตะกอนอยู่ที่หลอดเลือด หากแคลเซียมตกตะกอนอยู่ที่หลอดเลือด อาจทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
นอกจากนี้ วิตามิน เค2 ยังมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพอื่นๆ อีกหลายด้าน เช่น
- บำรุงกระดูกและลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน
- ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
- ทำให้สุขภาพฟันแข็งแรง
- ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งตับ
ประโยชน์ของวิตามิน ดี3 เค2 ต่อการเสริมสร้างกระดูกและฟัน
วิตามิน ดี3 และ เค2 ทำงานร่วมกันในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน โดยวิตามิน ดี3 ช่วยดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ส่วนวิตามิน เค2 ช่วยนำแคลเซียมไปสะสมที่กระดูกและฟัน ไม่ให้ตกตะกอนอยู่ที่หลอดเลือด
การศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานวิตามิน ดี3 เค2 ร่วมกับแคลเซียมเป็นประจำ พบว่ามีความหนาแน่นของมวลกระดูกเพิ่มขึ้นมากกว่าผู้ที่รับประทานแคลเซียมเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า ผู้ที่รับประทานวิตามิน ดี3 เค2 เป็นประจำ พบว่ามีความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนลดลง
คำแนะนำในการรับประทานวิตามิน ดี3 เค2
ปริมาณวิตามิน ดี3 เค2 ที่ควรรับประทานในแต่ละวันขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ และระดับวิตามิน ดี3 ในเลือด โดยทั่วไป ผู้ใหญ่ควรได้รับวิตามิน ดี3 400-800 IU ต่อวัน และวิตามิน เค2 100-200 mcg ต่อวัน
หากต้องการรับประทานวิตามิน ดี3 เค2 ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการรับประทานวิตามิน ดี3 เค2
วิตามิน ดี3 เค2 โดยทั่วไปมีความปลอดภัยสูง แต่อาจพบอาการไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ท้องเสีย หากมีอาการเหล่านี้ ควรหยุดรับประทานและปรึกษาแพทย์
ผู้ที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานวิตามิน ดี3 เค2 เนื่องจากวิตามิน ดี3 เค2 อาจส่งผลต่อการทำงานของยาเหล่านี้
อ้างอิง
- The Role of Vitamin D and K in Bone Health and Beyond: https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/21967159/
English
简体中文
























BNH Annual Checkup Package ตรวจสุขภาพประจำปี ราคาพิเศษ โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช