Co-testing คืออะไร? ทำไมตรวจมะเร็งปากมดลูกแค่ Pap Smear อาจไม่พอ

เลือกหัวข้อที่อ่าน

Co-testing คืออะไร? ทำไมตรวจมะเร็งปากมดลูกแค่ Pap Smear อาจไม่พอ

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า การตรวจสุขภาพประจำปีและการตรวจ Pap Smear เพียงอย่างเดียวก็น่าจะเพียงพอสำหรับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแล้ว แต่ในความเป็นจริง การตรวจคัดกรองแต่ละวิธีมองหาความผิดปกติคนละส่วน และอาจให้ข้อมูลที่แตกต่างกัน

การตรวจ Pap Smear มีหน้าที่ตรวจหาความเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณปากมดลูก ขณะที่การตรวจ HPV DNA มุ่งค้นหาเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก

เมื่อนำการตรวจทั้งสองวิธีมาใช้ร่วมกัน จะเรียกว่า Co-testing หรือ Co-test ซึ่งช่วยให้แพทย์ประเมินได้ทั้งว่า มีเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงหรือไม่ และเซลล์บริเวณปากมดลูกเริ่มมีความผิดปกติแล้วหรือยัง

Co-testing คืออะไร?

Co-testing คือ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจ Pap Smear ร่วมกับการตรวจ HPV DNA ในครั้งเดียวกัน เพื่อค้นหาทั้งความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกและเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง

การตรวจทั้งสองวิธีไม่ได้ทำหน้าที่ซ้ำกัน แต่ช่วยเสริมข้อมูลระหว่างกัน ได้แก่

  • Pap Smear ตรวจดูการเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก
  • HPV DNA Test ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง

โรงพยาบาลบีเอ็นเอชอธิบายว่า การตรวจ Pap Smear เป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก ส่วน HPV DNA เป็นการตรวจระดับสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง เมื่อตรวจร่วมกันจะช่วยให้การคัดกรองครอบคลุมมากขึ้น และช่วยค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ดังนั้น Co-testing จึงไม่ได้หมายถึงการตรวจชนิดใหม่เพียงชนิดเดียว แต่เป็นการนำเครื่องมือคัดกรองสองแบบมาประกอบกัน เพื่อให้เห็นภาพความเสี่ยงได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

Pap Smear กับ HPV ต่างกันอย่างไร?

คำถามว่า Pap Smear กับ HPV ต่างกันอย่างไร เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญก่อนตัดสินใจว่าจะตรวจมะเร็งปากมดลูกแบบไหนดี เพราะแม้ทั้งสองวิธีจะใช้ในการคัดกรองโรคเดียวกัน แต่สิ่งที่ตรวจหาไม่เหมือนกัน

ประเด็นPap SmearHPV DNA Test
สิ่งที่ตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง
จุดประสงค์ดูว่าเซลล์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ประเมินว่ามีเชื้อที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกหรือไม่
ข้อมูลที่ได้รับสภาพและลักษณะของเซลล์การมีหรือไม่มีเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง
ข้อจำกัดอาจยังไม่พบความผิดปกติ หากเซลล์ยังเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจนไม่ได้บอกโดยตรงว่าเซลล์ปากมดลูกผิดปกติแล้วหรือไม่
เมื่อตรวจร่วมกันช่วยประเมินทั้งเซลล์และเชื้อไวรัส ทำให้การคัดกรองครอบคลุมมากขึ้น

อธิบายอย่างง่ายคือ HPV DNA Test ตอบคำถามว่า “พบเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงหรือไม่” ขณะที่ Pap Smear ตอบคำถามว่า “เซลล์บริเวณปากมดลูกมีความผิดปกติหรือไม่”

ผู้ที่ตรวจพบเชื้อ HPV ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูกทันที และผู้ที่ไม่พบเซลล์ผิดปกติจาก Pap Smear ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยงจากเชื้อ HPV เสมอไป แพทย์จึงต้องพิจารณาผลตรวจร่วมกับอายุ ประวัติสุขภาพ อาการ และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล

ตรวจ Pap Smear อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?

การตรวจ Pap Smear ยังเป็นวิธีคัดกรองที่มีความสำคัญ เพราะช่วยตรวจพบเซลล์ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงก่อนพัฒนาไปเป็นมะเร็ง อย่างไรก็ตาม Pap Smear ตรวจดูเฉพาะลักษณะของเซลล์ จึงไม่ได้ตรวจหาต้นเหตุจากเชื้อ HPV โดยตรง

ในบางกรณี บุคคลหนึ่งอาจมีเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงอยู่ในร่างกาย แต่เซลล์บริเวณปากมดลูกยังไม่แสดงความผิดปกติชัดเจน ผล Pap Smear จึงอาจยังไม่สะท้อนความเสี่ยงทั้งหมดในช่วงเวลานั้น

ในทางกลับกัน การตรวจ HPV DNA เพียงอย่างเดียวสามารถค้นหาเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงได้ แต่ไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยตรงว่าเซลล์บริเวณปากมดลูกเริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่

นี่คือเหตุผลที่การตรวจแบบ Co-testing มีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นการตรวจหาทั้งปัจจัยเสี่ยงจากเชื้อไวรัสและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเซลล์ในคราวเดียวกัน

ทำไม HPV จึงเกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก?

HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นไวรัสที่มีหลายสายพันธุ์ โดยบางสายพันธุ์จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงและมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ HPV ระบบภูมิคุ้มกันอาจกำจัดเชื้อได้เอง แต่ในบางรายเชื้อสามารถคงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานโดยไม่ก่อให้เกิดอาการชัดเจน เมื่อเชื้อความเสี่ยงสูงคงอยู่อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย

ด้วยเหตุนี้ การรอให้เกิดอาการก่อนเข้ารับการตรวจจึงอาจทำให้พลาดโอกาสค้นพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้น การตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์จึงมีความสำคัญ แม้ในช่วงที่ยังรู้สึกแข็งแรงและไม่มีอาการผิดปกติ

ตรวจมะเร็งปากมดลูกแบบไหนดี?

การเลือกว่าจะ ตรวจมะเร็งปากมดลูกแบบไหนดี ไม่ควรพิจารณาจากชื่อการตรวจเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินจากอายุ ประวัติผลตรวจเดิม อาการผิดปกติ ปัจจัยเสี่ยง และคำแนะนำของสูตินรีแพทย์

วิธีตรวจที่พบได้บ่อยประกอบด้วย

1. Pap Smear แบบดั้งเดิม

แพทย์เก็บตัวอย่างเซลล์จากบริเวณปากมดลูก แล้วนำไปตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ เหมาะสำหรับการคัดกรองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วในระดับเซลล์

2. Liquid-based cytology หรือ ThinPrep

เป็นการเก็บเซลล์จากปากมดลูกลงในน้ำยารักษาสภาพ ก่อนนำไปเตรียมเป็นสไลด์ตรวจ วิธีนี้ช่วยให้ตัวอย่างเซลล์สะอาดและประเมินได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับการป้ายตัวอย่างลงบนสไลด์โดยตรง

3. HPV DNA Test

ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง ช่วยประเมินว่ามีเชื้อซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติของเซลล์ในอนาคตหรือไม่

4. Co-testing

เป็นการตรวจ Pap Smear หรือ ThinPrep Pap Smear ร่วมกับ HPV DNA Test ช่วยให้แพทย์ได้รับข้อมูลจากทั้งสองมิติ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงอย่างครอบคลุมตามข้อบ่งชี้และคำแนะนำของแพทย์

ไม่มีวิธีใดเหมาะกับทุกคนในรูปแบบเดียวกัน การปรึกษาสูตินรีแพทย์ก่อนตรวจจะช่วยกำหนดวิธีและระยะเวลาการตรวจที่สอดคล้องกับความเสี่ยงส่วนบุคคลมากที่สุด

Co-testing มีข้อดีอย่างไร?

ตรวจทั้งเชื้อไวรัสและความผิดปกติของเซลล์

จุดเด่นของ Co-testing คือการตอบคำถามสองเรื่องพร้อมกัน ได้แก่ มีเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงหรือไม่ และเซลล์ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง

ช่วยเพิ่มความครอบคลุมในการคัดกรอง

เมื่อใช้ข้อมูลจาก Pap Smear และ HPV DNA ร่วมกัน แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงได้ละเอียดกว่าการพิจารณาผลตรวจเพียงด้านเดียว

ช่วยวางแผนการติดตามได้เหมาะสมขึ้น

ผลตรวจทั้งสองส่วนช่วยให้แพทย์กำหนดแนวทางติดตามที่เหมาะกับแต่ละบุคคล เช่น นัดตรวจซ้ำ เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด หรือพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม

เพิ่มโอกาสพบความเสี่ยงก่อนมีอาการ

มะเร็งปากมดลูกและความผิดปกติระยะเริ่มต้นอาจยังไม่ก่อให้เกิดอาการ การตรวจคัดกรองจึงช่วยค้นหาความเสี่ยงก่อนโรคพัฒนาไปสู่ระยะที่ซับซ้อนขึ้น

ขั้นตอนการตรวจ Co-testing เป็นอย่างไร?

ขั้นตอนการตรวจ Co-testing โดยทั่วไปคล้ายกับการตรวจภายในและ Pap Smear โดยสามารถเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจทั้งสองส่วนได้ภายในครั้งเดียว

  1. ซักประวัติสุขภาพ

    แพทย์หรือพยาบาลจะสอบถามประวัติประจำเดือน ประวัติการตรวจคัดกรองครั้งก่อน อาการผิดปกติ การใช้ยา การตั้งครรภ์ และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

  2. เตรียมตัวสำหรับการตรวจภายใน

    ผู้เข้ารับการตรวจจะเปลี่ยนเสื้อผ้าตามที่โรงพยาบาลจัดเตรียม และขึ้นนอนบนเตียงตรวจในท่าที่เหมาะสม

  3. ตรวจบริเวณช่องคลอดและปากมดลูก

    แพทย์ใช้เครื่องมือเปิดช่องคลอดอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มองเห็นบริเวณปากมดลูกได้ชัดเจน

  4. เก็บตัวอย่างเซลล์

    แพทย์ใช้แปรงขนาดเล็กเก็บตัวอย่างจากบริเวณปากมดลูก ขั้นตอนนี้อาจทำให้รู้สึกตึงหรือไม่สบายเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปใช้เวลาไม่นาน

  5. ส่งตัวอย่างตรวจ

    ตัวอย่างจะถูกส่งไปวิเคราะห์ความผิดปกติของเซลล์ด้วย Pap Smear หรือ ThinPrep และตรวจหาสารพันธุกรรมของ HPV ความเสี่ยงสูง

  6. แพทย์อธิบายผลและวางแผนติดตาม

    เมื่อผลออก แพทย์จะพิจารณาผล Pap Smear และ HPV DNA ร่วมกัน ก่อนแนะนำช่วงเวลาตรวจซ้ำหรือการตรวจเพิ่มเติมตามความจำเป็น

เตรียมตัวก่อนตรวจ Pap Smear และ HPV อย่างไร?

การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมช่วยลดปัจจัยที่อาจรบกวนการเก็บตัวอย่างและผลตรวจ โดยทั่วไปควรปฏิบัติดังนี้

  • ควรเข้ารับการตรวจในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน
  • ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องช่วงเวลาหลังประจำเดือนหมดจากหน่วยบริการ
  • งดมีเพศสัมพันธ์ก่อนตรวจตามระยะเวลาที่โรงพยาบาลแนะนำ
  • งดสวนล้างช่องคลอด
  • งดใช้ยาเหน็บหรือผลิตภัณฑ์ภายในช่องคลอดก่อนตรวจ
  • ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเข้ารับการตรวจ
  • สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบายและไม่รัดแน่น
  • โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหาร

คำแนะนำเรื่องระยะเวลางดมีเพศสัมพันธ์ ช่วงหลังประจำเดือน หรือการหยุดใช้ยาเหน็บ อาจแตกต่างกันตามประเภทการตรวจและแนวทางของสถานพยาบาล จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้รับเมื่อทำนัดเป็นหลัก

ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง?

ผู้หญิงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินช่วงอายุและความถี่ในการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือมีปัจจัยเสี่ยงและอาการผิดปกติ เช่น

  • ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่น หรือมีเลือดปน
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์
  • มีเลือดออกผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดท้องน้อยผิดปกติ
  • มีประวัติผลตรวจคัดกรองผิดปกติ
  • มีประวัติติดเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง

อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูกเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์

ผู้ที่ได้รับวัคซีน HPV แล้ว หรือผู้ที่เคยมีผลตรวจปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแผนการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม ไม่ควรสรุปเองว่าไม่จำเป็นต้องตรวจอีก

ผล Co-testing แปลว่าอะไร?

ผลตรวจ Co-testing สามารถออกมาได้หลายรูปแบบ และแต่ละรูปแบบมีแนวทางติดตามแตกต่างกัน

Pap Smear ปกติ และ HPV เป็นลบ

หมายถึงยังไม่พบความผิดปกติของเซลล์และไม่พบเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงจากการตรวจครั้งนั้น โดยแพทย์จะกำหนดระยะเวลาตรวจครั้งต่อไปตามอายุ ประวัติสุขภาพ และแนวทางการคัดกรองที่เหมาะสม

Pap Smear ปกติ แต่ HPV เป็นบวก

หมายถึงยังไม่พบความผิดปกติของเซลล์ แต่พบเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง แพทย์อาจแนะนำให้ติดตาม ตรวจระบุสายพันธุ์ หรือตรวจเพิ่มเติมตามระดับความเสี่ยง

Pap Smear ผิดปกติ แต่ HPV เป็นลบ

หมายถึงพบความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ แม้ไม่พบ HPV ความเสี่ยงสูงจากการตรวจครั้งนั้น แพทย์จะประเมินลักษณะความผิดปกติและพิจารณาการติดตามที่เหมาะสม

Pap Smear ผิดปกติ และ HPV เป็นบวก

เป็นกรณีที่ควรได้รับการประเมินและติดตามอย่างเป็นระบบ แต่อย่าเพิ่งสรุปว่าเป็นมะเร็ง เพราะผลคัดกรองผิดปกติยังต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน

ไม่ว่าผลจะอยู่ในรูปแบบใด ไม่ควรแปลผลด้วยตัวเองหรือเปรียบเทียบกับผลของผู้อื่น เนื่องจากแพทย์ต้องพิจารณารายละเอียดของชนิดเซลล์ สายพันธุ์ HPV อายุ ประวัติผลตรวจ และปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมกัน

ตรวจพบ HPV หมายความว่าเป็นมะเร็งหรือไม่?

การตรวจพบ HPV ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก

ผลตรวจดังกล่าวหมายถึงพบสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV ที่ตรวจหาได้ในขณะนั้น แพทย์จะประเมินต่อว่าเป็นสายพันธุ์ความเสี่ยงระดับใด มีความผิดปกติของเซลล์ร่วมด้วยหรือไม่ และควรติดตามเมื่อใด

ในทำนองเดียวกัน ผล Pap Smear ผิดปกติก็ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นมะเร็งเสมอไป ความผิดปกติของเซลล์มีหลายระดับ ตั้งแต่การอักเสบหรือการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ไปจนถึงรอยโรคที่ต้องตรวจเพิ่มเติม

สิ่งสำคัญคือการเข้ารับการติดตามตามนัดอย่างต่อเนื่อง เพราะหากพบการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แพทย์จะสามารถวางแผนดูแลได้รวดเร็วขึ้น

สรุป: Co-testing ช่วยให้การคัดกรองครอบคลุมขึ้นอย่างไร?

เมื่อถามว่า Co-testing คืออะไร คำตอบคือ การตรวจ Pap Smear ร่วมกับ HPV DNA เพื่อค้นหาทั้งความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกและเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง

Pap Smear เพียงอย่างเดียวช่วยตรวจดูเซลล์ แต่ไม่ได้ตรวจหาเชื้อ HPV โดยตรง ขณะที่ HPV DNA ช่วยตรวจหาเชื้อ แต่ไม่ได้บอกอย่างครบถ้วนว่าเซลล์เริ่มผิดปกติแล้วหรือไม่ การตรวจร่วมกันจึงช่วยเติมข้อมูลที่แต่ละวิธีอาจมองไม่เห็นเมื่อใช้เพียงลำพัง

อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีตรวจและช่วงเวลาที่เหมาะสมควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของสูตินรีแพทย์ เพราะความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน การเข้ารับการคัดกรองอย่างสม่ำเสมอและติดตามผลตามนัด เป็นส่วนสำคัญในการค้นหาความผิดปกติให้เร็วที่สุด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Co-testing คืออะไร? ทำไมตรวจมะเร็งปากมดลูกแค่ Pap Smear อาจไม่พอ

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า การตรวจสุขภาพประจำปีและการตรวจ Pap Smear เพียงอย่างเดียวก็น่าจะเพียงพอสำหรับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแล้ว แต่ในความเป็นจริง การตรวจคัดกรองแต่ละวิธีมองหาความผิดปกติคนละส่วน และอาจให้ข้อมูลที่แตกต่างกัน

การตรวจ Pap Smear มีหน้าที่ตรวจหาความเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณปากมดลูก ขณะที่การตรวจ HPV DNA มุ่งค้นหาเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก

เมื่อนำการตรวจทั้งสองวิธีมาใช้ร่วมกัน จะเรียกว่า Co-testing หรือ Co-test ซึ่งช่วยให้แพทย์ประเมินได้ทั้งว่า มีเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงหรือไม่ และเซลล์บริเวณปากมดลูกเริ่มมีความผิดปกติแล้วหรือยัง

Co-testing คืออะไร?

Co-testing คือ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจ Pap Smear ร่วมกับการตรวจ HPV DNA ในครั้งเดียวกัน เพื่อค้นหาทั้งความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกและเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง

การตรวจทั้งสองวิธีไม่ได้ทำหน้าที่ซ้ำกัน แต่ช่วยเสริมข้อมูลระหว่างกัน ได้แก่

  • Pap Smear ตรวจดูการเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก
  • HPV DNA Test ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง

โรงพยาบาลบีเอ็นเอชอธิบายว่า การตรวจ Pap Smear เป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก ส่วน HPV DNA เป็นการตรวจระดับสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง เมื่อตรวจร่วมกันจะช่วยให้การคัดกรองครอบคลุมมากขึ้น และช่วยค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ดังนั้น Co-testing จึงไม่ได้หมายถึงการตรวจชนิดใหม่เพียงชนิดเดียว แต่เป็นการนำเครื่องมือคัดกรองสองแบบมาประกอบกัน เพื่อให้เห็นภาพความเสี่ยงได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

Pap Smear กับ HPV ต่างกันอย่างไร?

คำถามว่า Pap Smear กับ HPV ต่างกันอย่างไร เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญก่อนตัดสินใจว่าจะตรวจมะเร็งปากมดลูกแบบไหนดี เพราะแม้ทั้งสองวิธีจะใช้ในการคัดกรองโรคเดียวกัน แต่สิ่งที่ตรวจหาไม่เหมือนกัน

ประเด็นPap SmearHPV DNA Test
สิ่งที่ตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง
จุดประสงค์ดูว่าเซลล์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ประเมินว่ามีเชื้อที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกหรือไม่
ข้อมูลที่ได้รับสภาพและลักษณะของเซลล์การมีหรือไม่มีเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง
ข้อจำกัดอาจยังไม่พบความผิดปกติ หากเซลล์ยังเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจนไม่ได้บอกโดยตรงว่าเซลล์ปากมดลูกผิดปกติแล้วหรือไม่
เมื่อตรวจร่วมกันช่วยประเมินทั้งเซลล์และเชื้อไวรัส ทำให้การคัดกรองครอบคลุมมากขึ้น

อธิบายอย่างง่ายคือ HPV DNA Test ตอบคำถามว่า “พบเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงหรือไม่” ขณะที่ Pap Smear ตอบคำถามว่า “เซลล์บริเวณปากมดลูกมีความผิดปกติหรือไม่”

ผู้ที่ตรวจพบเชื้อ HPV ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูกทันที และผู้ที่ไม่พบเซลล์ผิดปกติจาก Pap Smear ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยงจากเชื้อ HPV เสมอไป แพทย์จึงต้องพิจารณาผลตรวจร่วมกับอายุ ประวัติสุขภาพ อาการ และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล

ตรวจ Pap Smear อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?

การตรวจ Pap Smear ยังเป็นวิธีคัดกรองที่มีความสำคัญ เพราะช่วยตรวจพบเซลล์ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงก่อนพัฒนาไปเป็นมะเร็ง อย่างไรก็ตาม Pap Smear ตรวจดูเฉพาะลักษณะของเซลล์ จึงไม่ได้ตรวจหาต้นเหตุจากเชื้อ HPV โดยตรง

ในบางกรณี บุคคลหนึ่งอาจมีเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงอยู่ในร่างกาย แต่เซลล์บริเวณปากมดลูกยังไม่แสดงความผิดปกติชัดเจน ผล Pap Smear จึงอาจยังไม่สะท้อนความเสี่ยงทั้งหมดในช่วงเวลานั้น

ในทางกลับกัน การตรวจ HPV DNA เพียงอย่างเดียวสามารถค้นหาเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงได้ แต่ไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยตรงว่าเซลล์บริเวณปากมดลูกเริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่

นี่คือเหตุผลที่การตรวจแบบ Co-testing มีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นการตรวจหาทั้งปัจจัยเสี่ยงจากเชื้อไวรัสและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเซลล์ในคราวเดียวกัน

ทำไม HPV จึงเกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก?

HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นไวรัสที่มีหลายสายพันธุ์ โดยบางสายพันธุ์จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงและมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ HPV ระบบภูมิคุ้มกันอาจกำจัดเชื้อได้เอง แต่ในบางรายเชื้อสามารถคงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานโดยไม่ก่อให้เกิดอาการชัดเจน เมื่อเชื้อความเสี่ยงสูงคงอยู่อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย

ด้วยเหตุนี้ การรอให้เกิดอาการก่อนเข้ารับการตรวจจึงอาจทำให้พลาดโอกาสค้นพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้น การตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์จึงมีความสำคัญ แม้ในช่วงที่ยังรู้สึกแข็งแรงและไม่มีอาการผิดปกติ

ตรวจมะเร็งปากมดลูกแบบไหนดี?

การเลือกว่าจะ ตรวจมะเร็งปากมดลูกแบบไหนดี ไม่ควรพิจารณาจากชื่อการตรวจเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินจากอายุ ประวัติผลตรวจเดิม อาการผิดปกติ ปัจจัยเสี่ยง และคำแนะนำของสูตินรีแพทย์

วิธีตรวจที่พบได้บ่อยประกอบด้วย

1. Pap Smear แบบดั้งเดิม

แพทย์เก็บตัวอย่างเซลล์จากบริเวณปากมดลูก แล้วนำไปตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ เหมาะสำหรับการคัดกรองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วในระดับเซลล์

2. Liquid-based cytology หรือ ThinPrep

เป็นการเก็บเซลล์จากปากมดลูกลงในน้ำยารักษาสภาพ ก่อนนำไปเตรียมเป็นสไลด์ตรวจ วิธีนี้ช่วยให้ตัวอย่างเซลล์สะอาดและประเมินได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับการป้ายตัวอย่างลงบนสไลด์โดยตรง

3. HPV DNA Test

ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง ช่วยประเมินว่ามีเชื้อซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติของเซลล์ในอนาคตหรือไม่

4. Co-testing

เป็นการตรวจ Pap Smear หรือ ThinPrep Pap Smear ร่วมกับ HPV DNA Test ช่วยให้แพทย์ได้รับข้อมูลจากทั้งสองมิติ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงอย่างครอบคลุมตามข้อบ่งชี้และคำแนะนำของแพทย์

ไม่มีวิธีใดเหมาะกับทุกคนในรูปแบบเดียวกัน การปรึกษาสูตินรีแพทย์ก่อนตรวจจะช่วยกำหนดวิธีและระยะเวลาการตรวจที่สอดคล้องกับความเสี่ยงส่วนบุคคลมากที่สุด

Co-testing มีข้อดีอย่างไร?

ตรวจทั้งเชื้อไวรัสและความผิดปกติของเซลล์

จุดเด่นของ Co-testing คือการตอบคำถามสองเรื่องพร้อมกัน ได้แก่ มีเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงหรือไม่ และเซลล์ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง

ช่วยเพิ่มความครอบคลุมในการคัดกรอง

เมื่อใช้ข้อมูลจาก Pap Smear และ HPV DNA ร่วมกัน แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงได้ละเอียดกว่าการพิจารณาผลตรวจเพียงด้านเดียว

ช่วยวางแผนการติดตามได้เหมาะสมขึ้น

ผลตรวจทั้งสองส่วนช่วยให้แพทย์กำหนดแนวทางติดตามที่เหมาะกับแต่ละบุคคล เช่น นัดตรวจซ้ำ เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด หรือพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม

เพิ่มโอกาสพบความเสี่ยงก่อนมีอาการ

มะเร็งปากมดลูกและความผิดปกติระยะเริ่มต้นอาจยังไม่ก่อให้เกิดอาการ การตรวจคัดกรองจึงช่วยค้นหาความเสี่ยงก่อนโรคพัฒนาไปสู่ระยะที่ซับซ้อนขึ้น

ขั้นตอนการตรวจ Co-testing เป็นอย่างไร?

ขั้นตอนการตรวจ Co-testing โดยทั่วไปคล้ายกับการตรวจภายในและ Pap Smear โดยสามารถเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจทั้งสองส่วนได้ภายในครั้งเดียว

  1. ซักประวัติสุขภาพ

    แพทย์หรือพยาบาลจะสอบถามประวัติประจำเดือน ประวัติการตรวจคัดกรองครั้งก่อน อาการผิดปกติ การใช้ยา การตั้งครรภ์ และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

  2. เตรียมตัวสำหรับการตรวจภายใน

    ผู้เข้ารับการตรวจจะเปลี่ยนเสื้อผ้าตามที่โรงพยาบาลจัดเตรียม และขึ้นนอนบนเตียงตรวจในท่าที่เหมาะสม

  3. ตรวจบริเวณช่องคลอดและปากมดลูก

    แพทย์ใช้เครื่องมือเปิดช่องคลอดอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มองเห็นบริเวณปากมดลูกได้ชัดเจน

  4. เก็บตัวอย่างเซลล์

    แพทย์ใช้แปรงขนาดเล็กเก็บตัวอย่างจากบริเวณปากมดลูก ขั้นตอนนี้อาจทำให้รู้สึกตึงหรือไม่สบายเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปใช้เวลาไม่นาน

  5. ส่งตัวอย่างตรวจ

    ตัวอย่างจะถูกส่งไปวิเคราะห์ความผิดปกติของเซลล์ด้วย Pap Smear หรือ ThinPrep และตรวจหาสารพันธุกรรมของ HPV ความเสี่ยงสูง

  6. แพทย์อธิบายผลและวางแผนติดตาม

    เมื่อผลออก แพทย์จะพิจารณาผล Pap Smear และ HPV DNA ร่วมกัน ก่อนแนะนำช่วงเวลาตรวจซ้ำหรือการตรวจเพิ่มเติมตามความจำเป็น

เตรียมตัวก่อนตรวจ Pap Smear และ HPV อย่างไร?

การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมช่วยลดปัจจัยที่อาจรบกวนการเก็บตัวอย่างและผลตรวจ โดยทั่วไปควรปฏิบัติดังนี้

  • ควรเข้ารับการตรวจในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน
  • ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องช่วงเวลาหลังประจำเดือนหมดจากหน่วยบริการ
  • งดมีเพศสัมพันธ์ก่อนตรวจตามระยะเวลาที่โรงพยาบาลแนะนำ
  • งดสวนล้างช่องคลอด
  • งดใช้ยาเหน็บหรือผลิตภัณฑ์ภายในช่องคลอดก่อนตรวจ
  • ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเข้ารับการตรวจ
  • สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบายและไม่รัดแน่น
  • โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหาร

คำแนะนำเรื่องระยะเวลางดมีเพศสัมพันธ์ ช่วงหลังประจำเดือน หรือการหยุดใช้ยาเหน็บ อาจแตกต่างกันตามประเภทการตรวจและแนวทางของสถานพยาบาล จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้รับเมื่อทำนัดเป็นหลัก

ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง?

ผู้หญิงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินช่วงอายุและความถี่ในการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือมีปัจจัยเสี่ยงและอาการผิดปกติ เช่น

  • ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่น หรือมีเลือดปน
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์
  • มีเลือดออกผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดท้องน้อยผิดปกติ
  • มีประวัติผลตรวจคัดกรองผิดปกติ
  • มีประวัติติดเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง

อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูกเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์

ผู้ที่ได้รับวัคซีน HPV แล้ว หรือผู้ที่เคยมีผลตรวจปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแผนการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม ไม่ควรสรุปเองว่าไม่จำเป็นต้องตรวจอีก

ผล Co-testing แปลว่าอะไร?

ผลตรวจ Co-testing สามารถออกมาได้หลายรูปแบบ และแต่ละรูปแบบมีแนวทางติดตามแตกต่างกัน

Pap Smear ปกติ และ HPV เป็นลบ

หมายถึงยังไม่พบความผิดปกติของเซลล์และไม่พบเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงจากการตรวจครั้งนั้น โดยแพทย์จะกำหนดระยะเวลาตรวจครั้งต่อไปตามอายุ ประวัติสุขภาพ และแนวทางการคัดกรองที่เหมาะสม

Pap Smear ปกติ แต่ HPV เป็นบวก

หมายถึงยังไม่พบความผิดปกติของเซลล์ แต่พบเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง แพทย์อาจแนะนำให้ติดตาม ตรวจระบุสายพันธุ์ หรือตรวจเพิ่มเติมตามระดับความเสี่ยง

Pap Smear ผิดปกติ แต่ HPV เป็นลบ

หมายถึงพบความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ แม้ไม่พบ HPV ความเสี่ยงสูงจากการตรวจครั้งนั้น แพทย์จะประเมินลักษณะความผิดปกติและพิจารณาการติดตามที่เหมาะสม

Pap Smear ผิดปกติ และ HPV เป็นบวก

เป็นกรณีที่ควรได้รับการประเมินและติดตามอย่างเป็นระบบ แต่อย่าเพิ่งสรุปว่าเป็นมะเร็ง เพราะผลคัดกรองผิดปกติยังต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน

ไม่ว่าผลจะอยู่ในรูปแบบใด ไม่ควรแปลผลด้วยตัวเองหรือเปรียบเทียบกับผลของผู้อื่น เนื่องจากแพทย์ต้องพิจารณารายละเอียดของชนิดเซลล์ สายพันธุ์ HPV อายุ ประวัติผลตรวจ และปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมกัน

ตรวจพบ HPV หมายความว่าเป็นมะเร็งหรือไม่?

การตรวจพบ HPV ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก

ผลตรวจดังกล่าวหมายถึงพบสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV ที่ตรวจหาได้ในขณะนั้น แพทย์จะประเมินต่อว่าเป็นสายพันธุ์ความเสี่ยงระดับใด มีความผิดปกติของเซลล์ร่วมด้วยหรือไม่ และควรติดตามเมื่อใด

ในทำนองเดียวกัน ผล Pap Smear ผิดปกติก็ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นมะเร็งเสมอไป ความผิดปกติของเซลล์มีหลายระดับ ตั้งแต่การอักเสบหรือการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ไปจนถึงรอยโรคที่ต้องตรวจเพิ่มเติม

สิ่งสำคัญคือการเข้ารับการติดตามตามนัดอย่างต่อเนื่อง เพราะหากพบการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แพทย์จะสามารถวางแผนดูแลได้รวดเร็วขึ้น

สรุป: Co-testing ช่วยให้การคัดกรองครอบคลุมขึ้นอย่างไร?

เมื่อถามว่า Co-testing คืออะไร คำตอบคือ การตรวจ Pap Smear ร่วมกับ HPV DNA เพื่อค้นหาทั้งความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกและเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง

Pap Smear เพียงอย่างเดียวช่วยตรวจดูเซลล์ แต่ไม่ได้ตรวจหาเชื้อ HPV โดยตรง ขณะที่ HPV DNA ช่วยตรวจหาเชื้อ แต่ไม่ได้บอกอย่างครบถ้วนว่าเซลล์เริ่มผิดปกติแล้วหรือไม่ การตรวจร่วมกันจึงช่วยเติมข้อมูลที่แต่ละวิธีอาจมองไม่เห็นเมื่อใช้เพียงลำพัง

อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีตรวจและช่วงเวลาที่เหมาะสมควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของสูตินรีแพทย์ เพราะความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน การเข้ารับการคัดกรองอย่างสม่ำเสมอและติดตามผลตามนัด เป็นส่วนสำคัญในการค้นหาความผิดปกติให้เร็วที่สุด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Co-testing

Co-testing คือการตรวจอะไร?

Co-testing คือการตรวจ Pap Smear หรือ ThinPrep Pap Smear ร่วมกับ HPV DNA Test เพื่อค้นหาทั้งเซลล์ปากมดลูกที่ผิดปกติและเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง

Pap Smear กับ HPV ตรวจพร้อมกันได้หรือไม่?

สามารถตรวจพร้อมกันได้ โดยแพทย์เก็บตัวอย่างจากบริเวณปากมดลูกและส่งตรวจทั้งด้านความผิดปกติของเซลล์และสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV ซึ่งเรียกว่าการตรวจแบบ Co-testing

ตรวจ HPV DNA อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?

HPV DNA ช่วยตรวจหาเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง แต่ไม่ได้ประเมินความผิดปกติของเซลล์โดยตรง การเลือกตรวจ HPV DNA เพียงอย่างเดียว หรือตรวจร่วมกับ Pap Smear ควรพิจารณาตามอายุ ประวัติผลตรวจ และคำแนะนำของแพทย์

ตรวจพบ HPV แปลว่าเป็นมะเร็งหรือไม่?

ไม่ใช่ การตรวจพบ HPV หมายถึงพบเชื้อที่ตรวจหาได้ แต่ยังต้องพิจารณาสายพันธุ์ ผล Pap Smear และปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมกัน จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นมะเร็งจากผล HPV เพียงอย่างเดียว

ก่อนตรวจ Co-testing ต้องงดน้ำและอาหารหรือไม่?

โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหาร แต่ควรงดมีเพศสัมพันธ์ งดสวนล้างช่องคลอด และงดใช้ยาเหน็บหรือผลิตภัณฑ์ภายในช่องคลอดตามระยะเวลาที่โรงพยาบาลแนะนำก่อนเข้ารับการตรวจ

ตรวจ Pap Smear อย่างเดียวพอไหม?

Pap Smear ช่วยตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก แต่ไม่ได้ตรวจหาเชื้อ HPV โดยตรง การตรวจร่วมกับ HPV DNA สามารถช่วยให้แพทย์ประเมินได้ทั้งความผิดปกติของเซลล์และการติดเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง


SALE
Price range: ฿10,900 through ฿77,900
This product has multiple variants. The options may be chosen on the product page
ไอคอน PDPA

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ยินยอมทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
    เปิดใช้งานตลอด

    เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเว็บไซต์ของเรา เนื่องจากคุกกี้เหล่านี้ทำให้เว็บเซิร์ฟเวอร์สามารถตอบสนองต่อการกระทำของท่านได้ อีกทั้งยังช่วยในการแสดงผลหน้าเว็บต่อท่าน และยังรวมถึงมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องในระหว่างการท่องเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้จะคงอยู่จนกว่าจะสิ้นสุดการเยี่ยมชมของท่านและจะถูกลบอัตโนมัติทันที
    รายชื่อคุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์/เพื่อประสิทธิภาพ

    ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ของเราด้วยจำนวนครั้งการเข้าดูหน้าเว็บและจำนวนผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์ โดยบริการวิเคราะห์เว็บจะวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของผู้ใช้ ซึ่งเราจะใช้ข้อมูลดังกล่าวในการปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้หรือค้นหาส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ที่ควรได้รับการปรับปรุง อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถระบุถึงตัวบุคคลได้ (กล่าวคือ เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถใช้เพื่อระบุตัวตนของท่านและไม่มีการเก็บรวบรวมหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ และที่อยู่อีเมลของท่าน) และข้อมูลเหล่านี้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางสถิติเท่านั้น
    รายชื่อคุกกี้เพื่อการวิเคราะห์/เพื่อประสิทธิภาพ

  • คุกกี้เพื่อช่วยในการใช้งาน

    ช่วยให้เรารับรู้เมื่อท่านกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา ด้วยข้อมูลนี้เราจึงสามารถปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้เป็นไปตามความต้องการของท่านได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชมของท่านให้มีประสิทธิภาพและเฉพาะเจาะจงสำหรับท่านมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วข้อมูลที่รวบรวมโดยคุกกี้เหล่านี้จะไม่สามารถระบุตัวตนของท่านได้
    รายชื่อคุกกี้เพื่อช่วยในการใช้งาน

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา

    จะอยู่บนอุปกรณ์ของท่านเพื่อบันทึกหน้าเว็บไซต์หรือลิงค์ที่ท่านได้เยี่ยมชมหรือติดตาม ข้อมูลที่ได้จะถูกใช้เพื่อปรับแต่งเว็บไซต์ของเราและแคมเปญโฆษณาของเราเพื่อให้เหมาะกับความสนใจของท่าน
    คุกกี้เพื่อการโฆษณา

บันทึก